พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช

พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช

ของ
หลวงอนุสรสิทธิกรรม (บัว ณ นคร) สายเมืองนคร ชั้นที่ ๔ *

(* พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราชนี้ หลวงอนุสรสิทธิกรรม (บัว ณ นคร) เป็นผู้เรียบเรียงขึ้น ได้พิมพ์รวมอยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๓ พรรณนาเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเมืองนครศรีธรรมราชทั้งในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีข้อความกล่าวถึงบุคคลที่เป็นเชื้อสายเมืองนครศรีธรรมราชไว้ด้วย)
พิมพ์ครั้งแรก ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระพิทักษ์สาครเกษตร (หยวก สีละบุตร) พ.ศ. ๒๔๗๓
จาก “รวมเรื่องเมืองนครศรีธรรมราช” พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพราชเพลิงศพ
พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์
วัดเทพศิรินทราวาส ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕
พิมพ์ครั้งที่หก ในงานฌาปนกิจศพ นางพยูง ณ นคร (๓๐๐ เล่ม) พ.ศ. ๒๕๑๒ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศุภศิลป์ หลังพระโขนงรามา

     เมื่อครั้งกรุงเก่า ในแผ่นดินเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสวยราชสมบัติ พระยาราชสุภาวดีมาเป็นพระยาศรีธรรมาโศกราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช โปรดให้หลวงนายสิทธินายเวรมหาดเล็ก * (* หลวงสิทธินายเวรคนนี้ เข้าใจว่าชื่อหนู ด้วยมีในคาถาประกาศพิธีตรุษเมืองนคร ใช้คำว่ามุสิก ในที่ขานนามเมื่อเป็นเจ้านคร ฯ เห็นจะเป็นเชื้อข้าราชการเก่าในเมืองนครศรีธรรมราช) มาเป็นพระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช ภายหลังพระยานครศรีธรรมราชถูกอุทธรณ์ต้องกลับเข้าไปกรุงเทพ ฯ ถอดจากเจ้าเมือง เวลากรุงเก่าเสียแก่พม่านั้นหามีเจ้าเมืองไม่ มีแต่พระปลัดเป็นผู้รักษาราชการเมือง จึงตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้านคร ยกกองทัพไปตีเมืองชุมพร, เมืองปทิว, ไชยา, หลังสวน, กระ, ระนอง, ตะกั่วป่า, พังงา, ปลิศ, สตูล, ภูเก็ต รวมทั้งเมืองตรัง, กระบี่, กาญจนดิฐ มาขึ้นเจ้านคร เจ้านครตั้งเป็นชุมนุม ๑ ไม่ขึ้นต่อกรุงเทพ ฯ * (* ชื่อหัวเมืองต่าง ๆ ที่กล่าวนี้ไม่ถูกตามจริง ด้วยเป็นเมืองตั้งทีหลังครั้งเจ้านครหลายเมือง และที่รู้เป็นแน่นั้น เมืองไทรแลเมืองตานี ตั้งเป็นอิสระเหมือนกัน มิได้ขึ้นนครศรีธรรมราช ครั้งเจ้านคร ฯ)
     เมื่อปีฉลู เอกศก จุลศักราช 1131 เจ้ากรุงธนบุรีมีอำนาจจึงแต่งพระยาจักรี (แขก ๑ พระยายมราช ๑ พระยาศรีพิพัฒน์ ๑ พระยาเพชรบุรี ๑ ยกกองทัพมาตีชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช แม่ทัพทั้งปวงต่างก็ยกไปแล้ว ภายหลังทรงเห็นว่ากองทัพที่ยกไปอ่อนแอนัก พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงยกกองทัพหลวงหนุนออกมาตีเมืองชุมพร, เมืองไชยา แตกเป็นลำดับ เจ้านครให้อุปราชตั้งค่ายสู้ที่ท่าหมาก ๑ ค่าย คลองปากนคร ๑ ค่าย คลองศาลาสี่หน้า (คือปากพยา) ๑ ค่าย กองทัพกรุงธนบุรีที่ยกมาตีแตกหลวงสงขลา (วิเถียน) พาเจ้านครกับครอบครัวอพยพหนีไปอยู่เมืองตานี พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยกกองทัพเข้าเมืองนครศรีธรรมราช  ดำรัสให้พระยาจักรี พระยาพิไชยราชา ยกกองทัพเรือติดตามเจ้านครไป
     ฝ่ายพระยาตานีเกรงพระเดชานุภาพ ก็จับเจ้านครแลครอบครัวส่งมาถวายแต่โดยดี
     ขณะนั้นโปรดให้ต่อเรือรบขึ้นที่นั่น ๑๐๐ ลำเศษ แลพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ข้าราชการทั้งปวงทำการสถาปนาซ่อมแปลงพระอารามที่เมืองนครศรีธรรมราชขึ้นหลายอาราม
     ครั้นทรงจัดการบ้านเมืองเสร็จแล้ว ก็เสด็จยกทัพกลับกรุงธนบุรี แลให้เชิญพระไตรปิฎกที่เมืองนครศรีธรรมราชมาจารจำลองไว้ที่กรุงธนบุรีด้วยทั้งจบ ครั้นแล้วจึงเชิญต้นฉบับมาส่งไว้อย่างเดิม
     แต่ตัวเจ้านครกับครอบครัวนั้น เมื่อเลิกทัพกลับมาก็คุมเข้ามายังกรุงธนบุรีด้วย แต่ทรงพระราชดำริว่า เจ้านครไม่มีความผิดต่อพระองค์ ซึ่งได้รบพุ่งกั้นก็เพราะต่างคนถือว่าตัวเป็นใหญ่ จะลงเห็นว่าเจ้านครเป็นขบถนั้นไม่ได้ จึงโปรดพระราชทานให้พ้นโทษ ให้รับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอยู่เป็นข้าราชการในกรุงเทพ ฯ ต่อไป
     แล้วโปรดให้พระเจ้าหลานเธอ เจ้านราสุริวงษ์ อยู่ครองเมืองนครศรีธรรมราชได้ ๗ ปี เจ้านครสุริวงษ์ถึงแก่พิราลัยที่เมืองนครศรีธรรมราช ณ ปีวอก อัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๗ ฝ่ายเจ้านครเข้ามาอยู่ในกรุงธนบุรีได้รับราชการตามเสด็จไปทัพศึก เจ้ากรุงธนบุรีไว้วางพระทัยในเจ้านคร จึงให้เจ้านครกลับออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อปีวอก อัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๘ ได้รับสุพรรณบัฏเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา*  (* เรื่องพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งเจ้านครเป็นเจ้าประเทศราช อ้างเหตุในสารตราอีกข้อหนึ่งว่า ได้ถวายธิดาทำราชการ แลธิดานั้นมีพระโอรส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวิจารณ์ว่า ทำนองพระเจ้ากรุงธนบุรีจะได้ทรงปรารภเรื่องสืบสันตติวงศ์ พิเคราะห์ตามความมุ่งหมาย ดูเหมือนตั้งพระทัยจะให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ ลูกเธอองค์ ๑ ครองกรุงกัมพูชา ให้เจ้าทัศพงศ์ลูกยาเธอ ซึ่งภายหลังเป็นพระพงศ์นรินทร์ ซึ่งเป็นหลานเจ้านคร ครองเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนกุงธนบุรีนั้นจะมอบราชสมบัติประทานเจ้าสุพันธุวงศ์ ที่เรียกว่า เจ้าฟ้าเหม็น ด้วยเป็นพระราชนัดดาพระบาทสมเด็จสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยเหตุนี้จึงตั้งเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองประเทศราชไว้) มีเกียรติยศเสมอเจ้าประเทศราช ตั้งพระยาอรรคมหาเสนาแลจตุสดมภ์สำหรับเมืองนครได้ คล้ายกรุงธนบุรี ที่ว่าราชการเมืองนครของเดิม เรียกว่าท้องประโรง ซึ่งก่อด้วยอิฐอยู่หลังศาลากลางจังหวัดทุกวันนี้*(* ตึกหลังนี้ข้าพเจ้าได้เคยเห็น เป็นตึกเล็ก ๆ ทำค้าง สงสัยว่ามิใช่ท้องพระโรง และเป็นของสร้างทีหลัง อาจจะสร้างตรงที่ท้องพระโรงเจ้านคร จึงเลยเรียกว่าท้องพระโรง ครั้งเจ้านครนั้น แม้ในกรุงธนบุรีท้องพระโรงก็ยังไม่เป็นตึก)
     เจ้านครมีหม่อมชื่อทองเหนี่ยว เป็นบุตรสาวจีนปาด จีนปาดเป็นพี่จีนบวย จีน ๒ คนพี่น้องเป็นเศรษฐีมั่งมีมาก ศพจีนปาดฝังอยู่ที่ริมคลองที่จะไปท่าแพ เรียกว่า ก๋ง ทุกวันนี้ เจ้านครมีธิดาด้วยหม่อมทองเหนี่ยว ๒ คน ชื่อ คุณชุ่ม ๑ คุณปราง ๑ แลเจ้านครมีบุตรด้วยภรรยาน้อย คือ ชื่อ หม่อมทองอยู่ ๑ พระรามคำแหง ๑ แม่ม่วง ๑
     คุณชุ่มได้เป็นภรรยาเจ้าพัฒน์ เจ้าพัฒน์นี้เป็นบุตรปลัด มีพี่สาวคน ๑ ชื่อคุณชี คุณชีไม่มีสามี มารดานั้นเรียกว่า คุณหญิง ๆ สร้างวัดประดู่ คุณชีสร้างวัดแจ้ง ที่อยู่ตำบลท่าวังเดี๋ยวนี้ คุณปรางนั้นเมื่อเจ้านครเข้าไปถูกกักอยู่กรุงเทพ ฯ ได้ถวายเป็นพระสนมเจ้ากรุงธนบุรี*(* ชื่อลูกเมียเจ้านครไม่เคยปรากฏชัดเจนในที่อื่น ในบาญชีนี้ขาดคุณฉิมพี่คุณปรางไปคน ๑  คุณฉิมนั้นที่บิดาได้ถวายพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เป็นพระสนมเอก ปรากฏในหนังสือพระราชวิจารณ์ว่า เทียบที่กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ มีลูกเธอ ๒ องค์ ชื่อเจ้าทัศพงศ์ ภายหลังได้เป็นพระพงศ์นรินทร์องค์ ๑ เจ้าทัศภัย ภายหลังได้เป็นพระอินทรอภัยองค์ ๑ คุณปรางน้องคุณฉิมที่กล่าวว่า ถวายตัวในพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นตามเรื่องราวที่ปรากฏเห็นจะไม่ได้เป็นพระสนมอยู่ก่อน ด้วยปรากฏว่า เจ้าพระยาพิไชยราชาให้เถ้าแก่เข้าไปขอต่อเจ้าจอมมารดาฉิม พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธ ว่าเจ้าพระยาพิไชยราชาบังอาจจะมาเป็นเขยน้อยเขยใหญ่กับพระองค์ ถึงให้ประหารชีวิตเจ้าพระยาพิไชยราชา แต่คุณปรางนี้อยู่ในวัง ต่อมามีครรภ์ขึ้น พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงพระราชทานแก่เจ้าพัฒน์ อุปราชเมืองนครรับไป  คลอดบุตรเมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๓๖ บุตรนั้นคือเจ้าพระยานคร (น้อย) จึงเชื่อกันว่า เจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นลูกพระเจ้ากรุงธนบุรี)
     ครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระราชดำริว่า ที่เจ้ากรุงธนบุรียกเจ้านครขึ้นเป็นพระเจ้าประเทศราชนั้นเป็นการเหลือเกินไป จึงโปรดให้ลดบรรดาศักดิ์ลงเป็นเจ้าพระยานคร แลให้ลดตำแหน่งเสนาบดีเมืองนครลงเป็นกรมการเหมือนหัวเมืองอื่น ๆ แลให้ยกเมืองสงขลาซึ่งขึ้นเมืองนครอยู่ในครั้งนั้นเป็นหัวเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ ด้วย
     ต่อมาเจ้านครศรีธรรมราชแก่ชราว่าราชการบ้านเมืองฟั่นเฟือนไป เจ้าพัฒน์บุตรเขยเข้าไปเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวโทษเจ้านคร มีตราให้หาเจ้านครก็บิดพลิ้วเสียหลายครั้ง แล้วจึงได้ตัวเข้ามากรุงเทพ ฯ โปรดให้เอาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนครศรีธรรมราช เข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าพัฒน์อุปราชบุตรเขยเจ้านคร ให้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เมื่อปีมะโรงฉศก จุลศักราช ๑๑๔๖ แลครั้งนั้นพระยาสงขลามีความผิด จึงโปรดให้เมืองสงขลากลับไปเป็นเมืองขึ้นเมืองนครศรีธรรมราชดังแต่ก่อน เจ้านครก็ถึงอนิจกรรมที่กรุงเทพ ฯ เจ้าพระยานครพัฒน์ กับคุณหญิงชุ่มได้เก็บอัฐิเจ้านครกับอัฐิหม่อมทองเหนี่ยวมาก่อเจดีย์ทำตึกบรรจุไว้ที่วัดแจ้ง เมืองนคร
     ครั้นเมื่อเจ้าตากออกจากราชสมบัติแล้ว เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กับคุณหญิงชุ่ม จึงได้รับคุณปรางซึ่งเป็นสนมเจ้าตาก พากั้นออกมาจากกรุงเทพ ฯ แต่เวลานั้นมีครรภ์ได้ ๓ เดือนแล้ว มาคลอดที่เมืองนคร บุตรเป็นชายให้ชื่อว่า คุณชายน้อย* (* ตรงนี้ผิด ที่จริงคุณปรางออกไปแต่ครั้งกรุงธนบุรีดังกล่าวมาแล้ว) พระยาศรีธรรมราช (พัฒน์) มีบุตรหญิงกับคุณหญิงชุ่ม ๑ ชื่อคุณหญิงใหญ่ ๑ (คุณหญิงเล็ก ๑* (* ที่เรียกว่าคุณหญิงนี้ เป็นคำพวกนครเรียก แต่เรียกกันในกรุงเทพ ฯ ว่าคุณนุ้ยใหญ่ คุณนุ้ยเล็ก) และมีบุตรชายกับภรรยาน้อย ที่ได้รับสัญญาบัตร คือ นายจ่ายงมหาดเล็ก ๑  พระราชภักดี (ร้าย) ยกกระบัตรเมืองนคร ๑* (* บุตรเจ้าพระยานคร (พัฒน์) นอกจากบาญชีนี้ ได้ความชื่อว่า ฉิม เป็นพระยาภักดีภูธร อยู่วังหน้าคน ๑ ชื่อนายเริก ๑ นายกุนคน ๑ ไม่ได้ทำราชการ) บุตรหญิงชื่อหนู ภรรยาเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ๑ ชื่อทิม ๑ ทิมนี้เมื่อรัชกาลที่ ๒ ได้เข้าไปอยู่ที่วังกรมหมื่นศักดิพลเสพ ครั้นรัชกาลที่ ๓ กรมหมื่นศักดิพลเสพได้รับพระราชทานเกียรติยศเป็นกรมพระราชวังบวร ฯ ทิมก็ตามเสด็จไปอยู่ในกรมพระราชวังบวร ฯ ด้วย ครั้นกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพสวรรคตแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้ทิมมารับราชการในพระบรมมหาราชวัง ครั้นรัชกาลที่ ๔ ทิมกลับไปรับราชการเป็นพนักงานเฝ้าหอพระอัฐิฝ่ายพระราชวังบวร ฯ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ ๑ ชั่ง ครั้นวันที่ ๑๙ ธันวาคม ร.ศ. ๑๑๐ พิมถึงแก่กรรม
     เมื่อฝ่ายพม่ายกทัพเรือมาทางมฤทในเดือนอ้าย แก่งหวุ่นแมงยี่เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่งให้ยี่หวุ่นเป็นแม่ทัพ ยกทัพเรือไปทางทะเลเมืองถลาง แล้วให้เนมโยคุงนรัดเป็นทัพหน้า ตัวแก่งหวุ่นแมงยี่เป็นแม่ทัพ ยกมาตีเมืองชุมพร, เมืองไชยา, เจ้าเมืองทั้งสองเห็นว่าพม่ายกมามากไม่สามารถจะสู้รบได้ จึงเทครัวเข้าป่าทิ้งเมืองเสีย พม่าก็เอาไฟเผาบ้านเมืองเสียทั้ง ๒ เมือง แล้วยกมาตีเมืองนครศรีธรรมราช 
     ขณะนั้นเจ้าพระยานคร (พัฒน์) ได้ข่าว่าเมืองชุมพร, เมืองไชยา เสียแก่พม่าแล้ว จึงแต่งให้กรมการคุมพลพันเศษมาตั้งขัดตาทัพพม่าอยู่ที่ท่าต่อแดนเมืองไชยา ครั้นพม่ายกไปยังไม่ได้รบ พม่าคิดอุบายให้คนชาวเมืองไชยาไปร้องบอกลวงชาวเมืองว่า กรุงบางกอกเสียแก่พม่าแล้วอย่าสู้รบเลย ให้ออกมาเสียโดยดีเถิด กรมการนำความไปแจ้งแก่เจ้านครพัฒน์ เจ้านครพัฒน์สำคัญว่าจริง เพราะมิได้เห็นทัพกรุงออกไปช่วย ด้วยในเวลานั้นกรุงเทพ ฯ ยังรบติดพันกับพม่าทางเมืองกาญจนบุรีอยู่ จึงมิได้ยกไปช่วย เจ้าพระยานคร (พัฒน์) จึงทิ้งเมืองเสีย พาพรรคพวกครอบครัวหนีไปอยู่นอกเขาตำบลจันดีปลายคลองคุดด้วน แขวงอำเภอฉวาง ที่ซึ่งเจ้าพระยานครพัฒน์ไปตั้งทัพอาศัยอยู่ เรียกว่าทัพเจ้าพระยา ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ พม่าได้เมืองนครศรีธรรมราชก็เข้าตั้งอยู่ในเมือง ให้รวบรวมรี้พล กองทัพจะยกไปตีเมืองพัทลุง เมืองสงขลาต่อไป
     ฝ่ายข้างเมืองพัทลุง เจ้าเมืองกรมการได้แจ้งว่า เมืองชุมพร เมืองสงขลา เมืองนครศรีธรรมราช เสียแก่ข้าศึกแล้ว จึงปรึกษากันคิดจะยกครอบครัวหนี ยังมีพระสงฆ์องค์ ๑ ชื่อมหาช่วยเป็นอธิการวัดในแขวงเมืองพัทลุง สำแดงวิชาเวทมนต์ลงเลขยันต์ กะตุดประเจียดมงคลให้แก่กรมการนายบ้านชาวเมืองทั้งปวง คนเหล่านั้นก็นิยมยินดี ถือมั่นเอาสิ่งนั้นเป็นเครื่องป้องกันศัสตราวุธ พาให้ใจกล้าขึ้นถึงอาจสู้รบด้วยพม่าได้ กรมการจึงจัดพลได้พันเศษ แล้วเชิญท่านมหาช่วยอาจารย์ขึ้นคานหาม (นัยหนึ่งว่าขี่ช้างมาในกองทัพด้วย) ยกออกมาตั้งคอยรบทัพพม่าอยู่กลางทางห่างเมืองพัทลุง พระมหาช่วยมีปืน ๒ กระบอก ยัดดินส่งให้ศิษย์เดินยิงมาหน้าช้าง พม่าข้าศึกดูเห็นเป็นกองทัพใหญ่ยกมาก็แตกหนีไป
     ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกกองทัพเรือมาถึงเมืองชุมพร ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ในเมือง จึงมีพระบัณฑูรดำรัสสั่งให้พระยากลาโหมราชเสนา พระยาจ่าแสนยากร กองหน้ายกทัพบกล่วงออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองไชยาเป็นหลายค่าย
     ฝ่ายกองทัพพม่า แจ้งว่าทัพกรุงยกออกไป แม่ทัพจึงให้เนมโยคุงนรัด กองหน้ายกกองทัพมารับทัพกรุง แก่วหวุ่นแมงยี่แม่ทัพก็ยกหนุนมา พอทัพหน้าพม่ายกมาปะทะทัพไทยที่เมืองไชยายังไม่ทันจะตั้งค่าย ไทยก็ยกเข้าล้อมพม่าไว้รอบ ขุดสนามเพลาะรบกันกลางแปลงแต่เช้าจนค่ำ พอฝนตกห่าใหญ่ลงมา พม่าจึงแหกออกจากที่ล้อมหนีไปได้ พลทหารไทยไล่ติดตามพม่าไปในเวลากลางคืน พม่ามิได้หยุดรอรบ แตกกระจัดพลัดพรากไปทีเดียว ฝ่ายทัพพม่ารู้ว่ากองหน้าแตกก็มิได้มารบ เลยบากทางหนีไปข้างตะวันตก
     ฝ่ายยี่หวุ่นทัพเรือซึ่งไปตีเมืองถลาง ไปตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่งแตกแล้ว ก็ยกเลยไปถึงเกาะถลาง ให้พลทหารขึ้นตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ขณะนั้นในเมืองถลาง พระยาถลางถึงแก่กรรมลง แต่ภรรยาพระยาถลาง ชื่อจัน กับน้องสาวอีกคนหนึ่ง (ชื่อมุก) เป็นคนใจกล้าหาญองอาจ จึงให้กรมการเกณฑ์ไพร่บ้านพลเมืองทั้งชายหญิง ออกตั้งค่ายรบกับพม่านอกเมือง ยิงปืนใหญ่น้อยโต้ตอบสู้รบกันอยู่ทุกวัน จนประมาณได้เดือนเศษ พม่าก็หักเอาเมืองมิได้ ไพร่พลในกองทัพก็ขัดสนเสบียงอาหารลง ก็จำเป็นต้องเลิกทัพกลับไป
     ขณะนั้นเจ้าเมืองกรมการตามหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงซึ่งหนีพม่าไปนั้น ก็กลับมาเฝ้ากรมพระราชวังบวร ฯ ทั้งสิ้น ทรงโปรดมิให้เอาโทษ เพราะเห็นว่าศึกหนักเหลือกำลังที่จะสู้รบ จึงให้ไปรวบรวมไพร่บ้านพลเมืองมาอยู่ตามภูมิลำเนาเดิม แล้วเสด็จยกทัพหลวงไปจัดราชการบ้านเมืองในหัวเมืองเหล่านั้นทุกเมือง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนครศรีธรรมราช ให้ตามได้ตัวเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) มา ทรงพระกรุณาโปรดยกโทษให้ อนึ่งทรงพระราชดำริเห็นว่า พระมหาช่วยซึ่งได้ช่วยป้องกันเมืองพัทลุงนั้น เป็นผู้ได้ราชการมีความชอบมาก แต่ถ้าจะพิจารณาไปข้างหน้าที่สมณะก็เห็นว่ามัวหมองอยู่ จึงให้สึกออกจากบรรพชิต แล้วตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง ทำหน้าที่ฝ่ายฆราวาส แล้วทรงพระราชดำริว่า บรรดาเมืองแขกมลายูที่ตั้งอยู่ชายทะเลตะวันตกทั้งปวงยังมิได้อ่อนน้อมยอมขึ้นแก่กรุงสยาม ควรจะไปตีเอามาขึ้นเสียให้จงได้ พระราชอาณาเขตสยามจะได้แย่ไพศาลไปในประเทศปากใต้ฝ่ายตะวันตก จึงโปรดให้แม่ทัพหน้ายกไปก่อน ทัพหลวงก็ยกหนุนไปตีเมืองตานีที่เป็นเมืองใหญ่ได้ แลเมืองอื่น ๆ คือเมืองตรังกานู เมืองกลันตัน เมืองไทร เป็นต้น เหล่านี้มายอมสวามิภักดิ์โดยดี กับหัวเมืองแขกเล็กน้อยทั้งปวงก็ตีได้อีกหลายเมือง ที่ยอมขึ้นไม่ต้องตีก็มี แล้วมีพระบัณฑูรดำรัสสั่งให้แต่งหนังสือบอกข้อราชการเข้ามากราบบังคมทูลพระมหากรุณาทรงทราบ จึงโปรดให้มีตราหากองทัพกลับ กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงจัดราชการหัวเมืองฝ่ายตะวันตกเรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จยกทัพหลวงกับคืนกรุงเทพ ฯ พรนะบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีตราออกไปเลื่อนยศผู้รักษาเมืองกรมการผู้มีความชอบแล้วตั้ง จัน ภรรยาพระยาถลางซึ่งได้ช่วยรบสู้กู้บ้านเมืองไว้ได้นั้น ขึ้นเป็นที่ท้าวเทพกระสัตรี ตั้ง (มุก) น้องสาวคนหนึ่งเป็นที่ท้าวศรีสุนทร อยู่ในเมืองถลางด้วย ครั้งนั้นกรมพระราชวังบวร ฯ ทรงได้ปืนทองมาแต่เมืองตานี ๒ กระบอก ยาว ๓ วาศอกคืบ ๒ นิ้วกึ่ง กระบอก ๑ ยาว ๕ ศอกคืบ ๙ นิ้ว กระบอก ๑ กระบอกใหญ่ ให้จารึกบอกว่า พระยาตานี โปรดให้หล่อขึ้นเป็นคู่กันอีกกระบอก ๑ จารึกชื่อว่า นารายณ์สังหาร แล้วให้หล่อขึ้นอีก ๖ กระบอก ใหญ่รองเป็นคู่ ๆ ลงมา
     เมื่อในรัชกาลที่ ๑ นั้น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ถวายคุณหญิงนุ้ยใหญ่ธิดา ทำราชการในพระราชวังหลวง มีพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าอรุโนทัย ได้เป็นกรมหมื่นศักดิ์พลเสพ แล้วต่อมาได้เป็นกรมพระราชวังบวร ฯ ในรัชกาลที่ ๓ คุณหญิงนุ้ยเล็กถวายในกรมพระราชวังบวร ฯ มีพระองค์เจ้าปัทมราช คุณชายน้อยถวายเป็นมหาดเล็กได้เป็นที่นายศัลวิไชย มหาดเล็กหุ้มแพร แล้วเลื่อนเป็นที่พระอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยาศรีธรรมราช (พัฒน์) มีความชราทุพพลภาพ โปรดให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี เจ้าพระยาจางวาง เป็นผู้ตกแต่งบ้านเมือง พระอนุรักษ์ภูเบศร์ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาศรีธรรมราช สำเร็จราชการเมืองนคร เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้แต่งกำแพงด้านเหนือแลสร้างพระอุโบสถหอไตรสามหลังที่ท่าโพธิ์ อุโบสถวัดสำฤทธิ์ไชย พระวิหารหลวงในวัดพระบรมธาตุ กับได้ปฏิสังขรณ์จัดแจ้ง วัดประดู่อีกด้วย แต่ทับเกษตรรอบองค์พระบรมธาตุของเดิมชำรุด พระครูการามเจ้าวัดสระเรียงเป็นผู้ปฏิสังขรณ์ ครั้นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีถึงแก่อสัญกรรม พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยา* (* เป็นเจ้าพระยาต่อในรัชกาลที่ ๓) ภรรยาชื่อท่านผู้หญิงอิน เชื้อเจ้ามาแต่กรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ทรงเรียกว่า พี่อิน*(* มีในจดหมายเหตุของนายพันโท โล อังกฤษ แต่งเรื่องเมืองนคร เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ ว่า ท่านผู้หญิงอินนี้เป็นราชินีกูล ข้อที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรัสเรียกว่า พี่อิน นั้นก็เป็นความจริง มีปรากฏอยู่ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ สืบถามได้ความจากนางสาวกลาง ณ นคร ธิดาเจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ว่า ท่านผู้หญิงอินนั้นเป็นธิดาพระยาพินาศอัคคี ตระกูลทางบางช้าง พระยาอภัยสงครามที่ได้ไปเป็นพระยาถลาง เป็นน้องท่านผู้หญิงอิน) ท่านผู้หญิงอิน มีบุตรธิดากับเจ้าพระยานคร (น้อย) 6 คน คือ
     ๑. เจ้าจอมมารดา น้อยใหญ่ ในรัชกาลที่ ๓ เป็นเจ้าจอมมารดาพระองค์เจ้าเฉลิมวงศ์
     ๒. เจ้าจอม น้อยเล็ก ในรัชกาลที่ ๓
     ๓. เจ้าพระยามหาศิริธรรม ชื่อ น้อยใหญ่ เรียกอีกชื่อ ๑ ว่า เมือง ถวายตัวเป็นมหาดเล็กได้เป็น นายศัลวิไชย เข้าใจว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓ เป็นพระเสน่หามนตรี ปลัด แล้วเลื่อนเป็นพระยาพัทลุง แล้วเข้ามาเป็นพระยาอุทัยธรรม รับราชการอยู่ในกรุงเทพ ฯ ถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เจ้าพระยามหาศิริธรรม ผู้รักษากรุงเก่า
     ๔. เจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ในรัชกาลที่ ๓ เป็นพระเสน่หามนตรี ปลัดเมืองนคร ได้เป็นพระยานครต่อเจ้าพระยา (น้อย) ถึงรัชกาลที่ 4 โปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยานคร
     ๕. คุณน้อยหญิง อยู่เมืองนคร ไม่ได้ทำราชการ

เจ้าพระยานคร (น้อย) มีบุตรธิดาด้วยภรรยาอื่นอีกหลายคน สืบได้รายชื่อ คือ
ส่วนบุตร
     ๑. ชื่อแสง ได้เป็นพระยาไทรบุรี แล้วมาเป็นพระยาพังงา เมื่อในรัชกาลที่ ๓
     ๒. ชื่อนุด เป็นพระยาเสนานุชิต ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่า
     ๓. ชื่อกล่อม เป็นพระยาวิชิตสรไกร ปลัดเมืองนครศรีธรรมราช ในรัชกาลที่ ๔
     ๔. ชื่อพุ่ม เป็นพระยากาญจนดิฐบดี ในรัชกาลที่ ๕
     ๕. ชื่อม่วง เป็นพระอุไทยธานี ผู้ว่าราชการเมืองตรัง
     ๖. ชื่อหงษ์ เป็นพระวิชิตสรไกร รับราชการอยู่กรุงเทพ ฯ
     ๗. ชื่อฉิม เป็นพระเจริญราชภักดีบุรีธรรมพิพัฒน์ ผู้ว่าราชการเมืองสมุย
     ๘. นายราชานุรักษ์ ชื่อไรสืบไม่ได้ความ รับราชการอยู่ทางเมืองไชยา
     ๙. ชื่อเสม เป็นหลวงศรีสุพรรณดิฐ ปลัดเมืองกาญจนดิฐ
     ๑๐. นายเถื่อน
     ๑๑. นายเดช

ส่วนธิดา
     ๑. คุณพัน
     ๒. คุณตลับ
     ๓. คุณทิม
     ๔. คุณปราง
     ๕. คุณแย้ม
     ๖. คุณพุ่ม
     ๗. คุณอิ่ม
ทั้ง ๗ นี้ถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อรัชกาลที่ ๓
     ๘. คุณกลิ่น ถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อรัชกาลที่ ๓ ได้เป็นท้าวศรีสัจจาในรัชกาลที่ 5
     ๙. คุณบัว ถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อรัชกาลที่ ๔  เป็นเจ้าจอมมารดา มีลูกเธอ ๕ พระองค์ คือ กรมขุนศิริธัชสังกาศ แลกรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ เป็นต้น (หมายเหตุ จากผู้พิมพ์ มีพระเจ้าลูกยาเธอ ๕ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าชายเฉลิมลักษณ์เลิศ, กรมขุนศิริธัชสังกาศ (พระองค์เจ้าสิทธงไชย), พระองค์เจ้าหญิงอรไทยเทพกัญญา, กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ (พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์), พระองค์เจ้าดำรงฤทธิ์)
     ๑๐. คุณเอม ไม่ได้ทำราชการ
     เวลานั้นเมืองไทรบุรี กับเมืองปลิศ สตูล แข็งเมืองไม่ขึ้นกรุงเทพ ฯ เจ้าพระยาศรีธรรมราช (น้อย) รับอาสาไปตีเมืองไทร มีทหารคือ พระณรงค์วิชิต ๑ พระมหาจัตุรงค์ ๑ เป็นแม่ทัพ หลวงเทพเสนา หลวงชาญพลรบ ทหารรอง ครั้นตีเมืองไทรแตกแล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมราชได้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมมาโศกราช* (* ชื่อพระยานครตามทำเนียบเดิมเป็น “พระยาศรีธรรมาโศกราช ฯ” เป็นเจ้าพระยาฤๅเป็นพระยาก็เหมือนกัน เพิ่งเปลี่ยนเป็นพระยาศรีธรรมราช เมื่อในรัชกาลที่ ๔)  ให้พระบริรักษ์ภูธร (แสง) พระเสนานุชิต (นุด) ซึ่งเป็นบุตรในหม่อมช่วย ทั้ง ๒ อยู่รักษาราชการเมืองไทรบุรี
     เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชตั้งต่อเรือปาก 3 วาที่บ้านดอน เข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานนามว่า เรือพระที่นั่งอมรแมนสรรค์ แลเวลานั้น (เจ้าพระยานครเข้าไปอยู่กรุงเทพ ฯ) ให้พระณรงค์ชลธีอยู่รักษาราชการเมืองนคร ฯ ฝ่ายตุงกูเดนหลานพระยาไทร ซ่อมสุมกองทัพแล้วให้นายแท่นเอาเหล็กมาลอบอุดรูชนวนปืนใหญ่ที่เมืองตรังเสียหมดทุกกระบอก นายแท่นนี้เดิมเป็นบุตรหลวงแพ่ง กรมการเมืองตรัง ไปเข้าแขกเปลี่ยนชื่อเป็นตุงกูงาม* (* นายแท่นคนนี้ทราบว่า ทีหลังกลับมาอยู่เมืองตรังอีก อยู่มาจนในรัชการที่ ๕ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ออกไปตรวจราชการ ได้ความว่ายังคบโจรผู้ร้าย จึงให้ประหารชีวิตเสีย อ้างโทษถึงครั้งเป็นขบถด้วย) แล้วตุงกูเดนตีได้เมืองไทรอีก พระบริรักษ์ภูธร พระเสนานุชิต บุตรเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย) ผู้รักษาราชการเมืองไทร พากันอพยพหนีมาเมืองนคร ฯ ต้องอาวุธพวกแขกเจ็บสาหัส เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย) ผู้บิดาโกรธสั่งให้ลงโทษเฆี่ยนหลังบุตรทั้ง ๒ นั้นอีก คนละ ๓๐ แล้วยกทัพไปตีเมืองไทร ทัพตุงกูเดนแตก ครั้งนี้ให้พระมหาจัตุรงค์อยู่รักษาราชการเมืองไทรบุรีต่อไป
     คุณศัลวิไชยบุตรที่ ๓ ของเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย) ซึ่งไปรักษาราชการเมืองพัทลุงกลับมาเมืองนครแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้ไปเป็นเจ้าพระยามหาศิริธรรมพโลปถัมภ์ ฯ ผู้สำเร็จราชการกรุงเก่า* (* ตรงนี้เข้าใจผิด เรื่องจริงปรากฏอยู่ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ คือ เมื่อเจ้าพระยานคร (น้อย) ถึงอสัญกรรมในรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชดำริว่า พระยาพัทลุงจะครองเมืองนครศรีธรรมราชไม่ได้ จึงย้ายเข้ามาเป็นพระยาอุไทยธรรมอยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้เป็นเจ้าพระยาต่อในรัชกาลที่ ๔) เจ้าพระยามหาศิริธรรมพโลปถัมภ์ ฯ มีภรรยาชื่อคุณหญิงเผือก บุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ มีบุตร ๓ คน คือ พระยาบำเรอบริรักษ์ หนูใหญ่ ๑ พระยาศรีสรราช หนูเล็ก ๑ คุณหนูชี ๑ คุณหนูชีถวายตัวในวังหลวงในรัชกาลที่ ๔ มีบุตรกับหม่อมทับทิม (บุตรหลวงกะเตาบ้านลำแบน) คือ คุณหญิงใหญ่ ๑ พระนราธิราช ๑ คุณพลับ ๑ คุณพลับถวายตัวในวังหลวงในรัชกาลที่ ๔ เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชได้ถวายพระแท่นถมตะทอง ๑ พระราชยานถม ๑* (* เข้าใจว่าพระราชยานถมนั้น เจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ทำถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๔)
     เจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นโรคลมให้อาเจียนน้ำลายเหนียว เสมหะปะทะหน้าอก ป่วยมาแต่ ณ วัน ฯ ๖ ค่ำ ครั้น ณ วัน ๑ ฯ ๖ ค่ำ ปีกุน จุลศักราช ๑๒๐๑ โรคกำเริบขึ้น ให้หอบเสมหะดังครอก ๆ ให้มือเท้าเย็นนิ่งแน่ไป ครั้นเวลา ๕ ทุ่มเศษ เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระเสน่หามนตรี (น้อยกลาง) ได้เป็นพระยาศรีธรรมราช ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราชต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมราช (น้อยกลาง) มีท่านผู้หญิงคือ หม่อมราชวงศ์หญิง หม่อมราชวงศ์หญิงมีบุตรชาย  ๑. คุณพร้อม ๒. คุณถัด ๓. คุณเอี่ยม บุตรหญิงคือ ๑. คุณอิ่ม ๒. คุณกลาง ๓. คุณสว่าง กับบุตรหญิงอีกคน ๑ เป็นไข้ทรพิษถึงแก่กรรมเสียแต่ยังเด็ก บุตรภรรยาน้อยชาย นายบัว มารดาชื่อบัว ๑ นายเกด มารดาชื่อเกด ๑ เมื่อเจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว คุณพร้อมเดิมเป็นพระเสน่หามนตรีแล้วได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาศรีธรรมราช ผู้ว่าราชการเมืองนคร คุณถัดเดิมเป็นพระเสน่หามนตรี แล้วเลื่อนเป็นพระศิริธรรมบริรักษ์ ปลัดเมือง คุณเอี่ยมเดิมเป็นพระภักดีดำรงฤทธิ์ ผู้ช่วยราชการเมืองนคร แล้วเลื่อนเป็นพระยาตรังคภูมาภิบาล ผู้ว่าราชการเมืองตรัง ภายหลังกลับจากเมืองตรังมาเป็นผู้ช่วยพิเศษเมืองนคร แลเป็นพนักงานคลังเมืองเมื่อศก ๑๒๑ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนเป็นพระยาบริรักษ์ภูเบศร์ คุณอิ่มได้ถวายเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๔ เมื่อสิ้นรัชกาลนั้นแล้วกลับมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ คุณกลางไม่ได้ถวายแลไม่มีสามี คุณสว่างถวายเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ นายบัวเป็นหลวงอนุสรสิทธิกรรม นายอำเภอสิชล แม่บัวมารดาหลวงอนุสรนั้น เป็นบุตรีเจ้าพระยานคร (น้อย)

วันนี้ 1 คน
เมื่อวาน 77 คน
เดือนนี้
ปีนี้
ทั้งหมด
1 คน
2115 คน
113993 คน
เริ่ม 2010-11-10
©  Copyright Na Nagara All rights reserved.

Web design by 88bkk.com