พงศาวดาร

พระราชพงศาวดาร    กรุงรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ ๒


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงนิพนธ์
สำนักงานสยามบรรณากร  จัดพิมพ์


คำชี้แจงของกรมศิลปากร

     พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ นี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ และตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ นับแต่ได้ตีพิมพ์นั้นมาถึงบัดนี้ เป็นเวลาล่วงมาได้ถึง ๒๓ ปีแล้ว กรมศิลปากรหาโอกาสที่จะพิมพ์พระราชพงศาวดารเล่มนี้มานาน เพราะเห็นว่าเป็นหนังสือที่ให้ประโยชน์แก่การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ผู้ที่ต้องการมาศึกษาจะหาอ่านก็หาฉบับไม่ได้ เมื่อนายเซี้ยง ศิโวทัย มาขออนุญาตพิมพ์ กรมศิลปากรจึงยินดี และกราบทูลขอพระอนุญาตสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์นั้นก็ทรงพระเมตตาประทานอนุญาตให้พิมพ์ได้ตามประสงค์ ทั้งนี้เป็นพระกรุณาคุณหาที่สุดมิได้ และเพื่อให้หนังสือนี้อำนวยประโยชน์แก่ผู้ศึกษา กรมศิลปากรจึงได้จัดทำสารบาญค้นเรื่องเพิ่มเติมไว้ท้ายเล่มด้วย เพื่อจะได้ค้นหาเรื่องได้สะดวก
                                                                                                         กรมศิลปากร         
                                                                                                         ๑๑ สิงหาคม ๒๔๙๒
  

คำนำครั้งแรก

     เมื่อปีชวดโทศก พ.ศ. ๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชาธิราชเจ้า มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ข้าพเจ้าตรวจชำระหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ลงพิมพ์ให้เจริญความรู้แก่ประชาชนทั้งหลาย และหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสฯ ได้ทรงนิพนธ์เรื่องตอนรัชกาลที่ ๑ ไว้ในท้ายพระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ตอน ๑ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง ๔ รัชกาล ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี ฯ เรียบเรียงขึ้นไว้แต่ปีมะเส็งเอกศก พ.ศ. ๒๔๑๒ โปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเจ้าตรวจชำระให้สมควรแก่การพิมพ์ตามพระราชประสงค์ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าชำระหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ และได้พิมพ์ส่วนรัชกาลที่ ๑ เสร็จแล้ว แต่ในปีฉลูตรีศก พ.ศ. ๒๔๔๔ เล่ม ๑ เมื่อตั้งต้นตรวจชำระพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ต่อมา หนังสือเดิมมีแต่ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ ฉบับเดียว เห็นความที่เรียบเรียงไว้ยังบกพร่องนัก จะเป็นด้วยท่านรีบเรียบเรียง และหาจดหมายเหตุครั้งรัชกาลที่ ๒ ไม่ใคร่จะได้ ครั้นจะตรวจชำระและพิมพ์เพียงเนื้อความเท่าที่ปรากฎในฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ เห็นว่าจะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านดังพระราชประสงค์ ข้าพเจ้าจึงได้รั้งรอมา เพื่อจะค้นหาหนังสือจดหมายเหตุครั้งรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเข้าใจว่ายังจะหาได้ทั้งในหนังสือไทยและหนังสือต่างประเทศ แต่ประจวบติดราชการอื่นเสียด้วย การตรวจชำระหนังสือพระราชพงศาวดารจึงเลิกร้างค้างมาหลายปี แต่ก็มิได้เสียเวลาเปล่าไปจากประโยชน์ทีเดียว ด้วยในเวลาระหว่างน้นเวลาข้าพเจ้ามีโอกาสได้ค้นหาจดหมายเหตุเก่าทั้งที่ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมือง ได้พบหนังสือซึ่งเนื่องด้วยเรื่องพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๒ หลายเรื่อง แต่ก็ยังมิได้ลงมือเรียบเรียง มาจนปีขาลฉศก พ.ศ. ๒๔๕๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระมหาสมณะ มีรับสั่งเตือนโดยทรงปรารภว่า หนังสือพระราชพงศาวดารเป็นหนังสือสำคัญสำหรับบ้านเมือง และเป็นหนังสือที่แต่งยากด้วย ผู้แต่งต้องมีผู้มีโอกาสโดยเฉพาะจึงได้จะทำได้ ทรงดำริเห็นว่า ถึงแม้จะทำไม่ได้ดีพอใจทีเดียว ก็ควรข้าพเจ้าจะทำให้สำเร็จเสียสักชั้น ๑ คงจะเป็นประโยชน์มิมากก็น้อย ข้าพเจ้าเห็นชอบตามที่สมเด็จพระมหาสมณะทรงปรารภ จึงตกลงใจว่าจะลงมือชำระหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ต่อเล่มรัชกาลที่ ๑ ซึ่งได้ทำมาแล้ว ในเวลาปรารภนี้พอประจวบกับที่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ ได้รับพระราชเสาวนีในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลือกหาหนังสือถวาย สำหรับที่จะโปรดให้พิมพ์เป็นของแจกในการพระราชกุศล ทรงพระราชูทิศเป็นทักษิณานุปทาน พระราชทานในงานศพหม่อมราชวงศ์หญิง แป้ว มาลากุล ณ กรุงเทพฯ ในพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นปราบปรปักษ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงอุปการะเลี้ยงมาแต่ยังเยาว์ และได้รับราชกิจสนองพระเดชพระคุณตลอดมาจนสิ้นชีพ เมื่อปีขาลฉศก จุลศักราช ๑๒๗๖ พ.ศ. ๒๔๕๗ ข้าพเจ้ามาระลึกขึ้นว่า สกุลมาลากุลนี้เป็นสาขาในพระบรมราชจักรีวงศ์ อันสืบตรงลงมาแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒ ประการ ๑ และได้เห็นทั้งในบานแผนก และตัวต้นหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ เรียบเรียงนั้น ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งเป็นพระไอยกาของหม่อมราชวงศ์หญิงแป้ว ได้ทรงเป็นพระธุระช่วยเหลือและตรวจต้นฉบับเดิมด้วย อีกประการ ๑ จึงคิดเห็นว่าถ้าพิมพ์หนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ให้ทันเป็นของพระราชทานแจกในงานศพหม่อมราชวงศ์หญิงแป้ว จะเป็นการสมควรนักหนา ได้นำความกราบบังคมทูลฯ สมเด็จพระบรมราชินินาถ พระองค์ทรงระลึกได้ว่า หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์เรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถ้าโปรดให้พิมพ์ก็เหมือนกับได้ทรงบำเพ็ญการอันเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงให้สำเร็จด้วยอีกส่วน ๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ดำรัสสั่งให้ข้าพเจ้ารีบตรวจชำระพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ทูลเกล้า ฯ ถวาย ข้าพเจ้าจึงได้ลงมือชำระและเรียบเรียงพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๒ ฉบับที่พิมพ์เล่มนี้ แต่เมื่อปีขาลฉศก พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นต้นมา
     ข้าพเจ้าขอโอกาสชี้แจงแก่ท่านทั้งหลาย บรรดาได้อ่านหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งข้าพเจ้าได้ตรวจชำระและพิมพ์เมื่อปีฉลูศกนั้นให้ทราบสักหน่อยหนึ่งว่า เมื่อครั้งข้าพเจ้าตรวจชำระหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ นั้น ความตั้งใจของข้าพเจ้าเป็นแต่จะตรวจชำระเรื่อง และจัดระเบียบการเรียบเรียงให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นประการ ๑ กับเลือกเรื่องในจดหมายเหตุครั้งรัชกาลที่ ๑  ซึ่งมาพบเมื่อภายหลังเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ แต่งพระราชพงศาวดาร เติมลงให้ความบริบูรณ์กว่าฉบับเดิมอีกประการ ๑ หนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑  ซึ่งข้าพเจ้าได้เรียบเรียงและพิมพ์เมื่อปีฉลูตรีศกนั้น ที่จริงไม่แปลกกับฉบับที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ ได้ทำไว้นัก ระหว่างเวลาแต่นั้นมาจนเมื่อมาจับทำพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ คราวนี้ ข้าพเจ้าได้แต่งหนังสือเรื่องอื่น ๆ อันเนื่องด้วยพงศาวดาร มีอธิบายพระราชพงศวดารกรุงเก่า เป็นต้น สังเกตดูผู้อ่านพอใจที่จะทราบทั้งตัวเรื่องและข้อวินิจฉัยในพงศาวดาร หรือถ้าจะว่าอีกอย่าง ๑ ทุกวันนี้มีผู้เอาใจใส่ศึกษาพงศาวดารในทางวินิจฉัยใคร่ครวญคิดเหตุผลในเรื่องพงศาวดารมากขึ้น ไม่อ่านไปเปล่า ๆ ดังแต่ก่อน อันนี้นับว่าเป็นลาภเกิดขึ้นในการศึกษาของบ้านเมือง เมื่อมีความรู้สึกอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าจึงแต่งหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ในทางที่จะให้ผู้อ่านได้วินิจฉัย และเข้าใจเหตุผลในเรื่องพงศาวดาร เพราะฉะนั้นลักษณะที่เรียบเรียงจึงผิดกับหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ซึ่งข้าพเจ้าได้ทำมาแล้ว ทั้งสำนวนและวิธีเรียบเรียง จะเรียกว่าแต่งใหม่ทีเดียวก็ได้ แต่ถึงกระนั้นเนื้อเรื่องก็ยังต้องอาศัยพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ เป็นหลักความ เพราะท่านได้รวบรวมไว้แล้ว เป็นแต่แห่งใดเห็นคลาดเคลื่อนโดยมีหลักฐานข้าพเจ้าจึงแก้ไข กับได้เพิ่มเติมเรื่องที่มาพบใหม่เข้าหลายแห่ง ให้ความบริบูรณ์เท่าที่สามารถจะทำได้
     การแต่งหนังสือพงศาวดารโดยวิธีทางวินิจฉัย มีความลำบากเป็นข้อสำคัญอยู่อย่าง ๑ คือ เรื่องตอนใดที่ผู้แต่งมีความสงสัยว่า ความจริงแท้จะเป็นอย่างไร โดยเหตุหนังสือเก่าที่ได้พบกล่าวความไม่ต้องกันบ้าง บางทีเรื่องที่เรียบเรียงไว้แต่ก่อน ความเหล่านี้ในการตรวจชำระจำต้องลงเนื้อเห็นตัดสินว่าเรื่องที่จริงน่าจะเป็นอย่างไร การตัดสินนี้ก็เป็นตัวความลำบาก ด้วยผู้แต่งเช่นข้าพเจ้าเกิดไม่ทันจะรู้เห็นเรื่องหรือเหตุการณ์นั้น ๆ ว่าความจริงแท้เป็นอย่างไร จำต้องเดาโดยพิเคราะห์จดหมายเหตุที่พบบ้าง บางทีต้องเดาเอาแต่โดยอัตโนมัติบ้าง ในตอนที่ต้องเดาเหล่านี้ ถ้าผู้แต่งไม่ระวังตัวก็อาจจะกลายไปเป็นผู้ลวงโลก และกลับทำให้เรื่องหนังสือนั้นเสียไปได้ด้วย การแต่งหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ มีข้อความที่ต้องตัดสินและต้องเดาหลายแห่ง ข้าพเจ้าบอกไว้ในตัวเรื่องบ้าง ทำเป็นคำอธิบายหมายเลขไว้บ้าง ข้าพเจ้าได้ตั้งใจระวังบอกหลักฐานที่พบหรือคิดเห็นอย่างนั้น ๆ ด้วยเหตุใดให้ปรากฏแก่ผู้อ่าน ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ หนังสือพระราชพงศาวดารเล่มนี้บางแห่งจึงมีคำอธิบายหลายเลขยืดยาว อาจจะทำให้ผู้อ่านเบื่อหน่ายในการที่ต้องพลิกหาคำอธิบาย ถ้าความรำคาญเกิดขึ้นแก่ท่านผู้ใด ขอจงให้อภัยโทษแก่ข้าพเจ้า และจงเข้าใจความวิตกอันเป็นเหตุให้ต้องทำอย่างนั้นด้วย ข้าพเจ้าเชื่อว่าต่อไปภายหน้าคงมีผู้ศึกษาโบราณคดีที่จะเอาเป็นธุระตรวจสอบเรื่องพระราชพงศาวดารและแต่งเติมแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นไปโดยลำดับ แต่หวังใจว่าผู้ที่จะตรวจสอบแก้ไขจะระวัง ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบของผู้แต่งหนังสือพงศาวดาร ดังกล่าวมาแล้ว
     การเรียบเรียงพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ที่พิมพ์เล่มนี้ ในบรรดาข้อสงสัยและความคิดเห็นของข้าพเจ้าประการใด ข้าพเจ้าได้กราบทูลหารือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ เหมือนอย่างที่พระองค์ท่านกับข้าพเจ้าได้เคยช่วยกันทำหนังสือเรื่องอื่น ๆ มาในหน้าที่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณแต่ก่อน และหนังสือพระราชพงศาวดารเรื่องนี้ ท่านได้ทรงรับเป็นพระธุระตรวจใบแก้ในเวลาพิมพ์ด้วยอีกชั้น ๑ แต่ทรงตรวจได้ไม่กี่ยก กรมพระสมมตฯ ก็สิ้นพระชนม์เสีย ทำให้ข้าพเจ้าว้าเหว่พ้นที่จะหาถ้อยคำมารำพันให้เท่าถึงความรู้สึกเสียใจได้ ผู้ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าในการแต่งหนังสือเรื่องนี้ นอกจากกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ยังมีผู้อื่นอีก คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ได้ทรงรับธุระหารือและช่วยทรงสอบสวนข้อสงสัยหลายครั้งพระองค์ ๑ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา เป็นผู้ตรวจใบแก้ และช่วยหาหนังสือส่วนภาษาไทยให้สอบอีกพระองค์ ๑ ดอกเตอร์แฟรงก์เฟอร์เดอร์ บรรณารักษ์หอพระสมุดวชิรญาณ ได้ช่วยหาหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับที่จะสอบสวนคน ๑ หลวงไพรสณฑ์สาลารักษ์ (เทียน สุพินทุ) กรมป่าไม้ ได้ช่วยหาพงศาวดารพม่า ขุนบวรวรรณกิจ (เตี้ยม) พนักงานหอพระสมุดฯ เป็นผู้ช่วยค้นหนังสือในหอพระสมุดฯ อีกคน ๑ ส่วนการเขียนนั้น หลวงพิพิธสุนทร (จิตร จิตตะยโศธร) เปรียญในกระทรวงมหาดไทย แต่ยังเป็นขุนพินิจอักษรกับนายชิดพนักงานหอพระสมุดฯ ได้ช่วยข้าพเจ้าทั้งในการเขียนและดีดพิมพ์ซึ่งเป็นการหนักแรงแก่เขาทั้ง ๒ ไม่ใช่น้อย สมควรจะแสดงอุปการกิจที่ข้าพเจ้าได้รับในการแต่งหนังสือเรื่องนี้ให้ปรากฏ
     ในที่สุดข้าพเจ้าขอแสดงแก่ท่านผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง ๑ ว่าหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ ที่พิมพ์เล่มนี้ แม้ข้าพเจ้าได้ตั้งใจทำโดยเต็มสติปัญญา ก็มิได้ทะนงใจว่าข้อความที่ได้แต่ง หรือความคิดที่ได้ลงไว้จะพ้นจากความวิปลาศคลาดเคลื่อนไปทีเดียว ท่านทั้งหลายจงอ่านด้วยวิจารณปัญญา จึงจะสมควรแก่วิสัยของผู้ศึกษาโบราณคดี
     อนึ่งพระราชกุศลบุญราศี ซึ่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ทรงบำเพ็ญในการพิมพ์หนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ เป็นครั้งแรกเพื่อพระราชทานความรู้แก่ประชาชนโดยกระแสพระราชดำริ ดังแสดงมาแล้ว เป็นพระราชกุศลอันกอปรด้วยสารประโยชน์วิเศษทั้งในคดีโลกและคดีธรรม กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณเชื่อว่าบรรดาผู้ที่ได้อ่านหนังสือนี้ จะถวายอนุโมทนาสาธุการทั่วกัน

                                                                               ดำรงราชานุภาพ
                                                                             หอพระสมุดวชิรญาณ
                                                                        วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๙



หน้า ๓๕๕
การปกครองเมืองนครศรีธรรมราช

     พ.ศ. ๒๓๕๗ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์) จางวางเมืองนครศรีธรรมราชถึงอสัญกรรม เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์) เป็นบิดาเจ้าจอมมารดา (นุ้ย) ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดากรมหมื่นศักดิพลเสพ เมื่อปลงศพเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมหมื่นศักดิพลเสพเสด็จไปเมืองนครศรีธรรมราช ในการปลงศพเจ้าคุณตา แต่การที่เจ้านายเสด็จออกไปถึงหัวเมืองทางไกล เช่นเมืองนครศรีธรรมราช ในสมัยนั้นมีแต่เสด็จไปในราชการทัพศึกหรือราชการที่สำคัญ ไม่มีประเพณีที่เสด็จไปในการส่วนพระองค์อย่างทุกวันนี้ การที่กรมหมื่นศักดิพลเสพเสด็จลงไปปลงศพเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีครั้งนั้น กรมหมื่นศักดิพลเสพทรงกำกับกระทรวงกลาโหม ซึ่งบัญชาการหัวเมืองปักษ์ใต้ เชื่อได้ว่าคงโปรดให้เสด็จไปในราชการอื่นด้วย ข้อนี้สมกับคำกล่าวกันมาในเมืองนครศรีธรรมราชว่า๑ (๑ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนู ณ นคร) เคยเล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีคนนี้เป็นบุตรใหญ่ของเจ้าพระยานครฯ (น้อยกลาง) ได้เป็นพระยานครฯ อยู่นาน เลื่อนเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีเมื่อในรัชกาลที่ ๕ คนทั้งหลายเข้าใจกันว่าชื่อ พร้อม แต่ตัวท่านเองได้เอาสัญญาบัตรใบแรกของท่านมาให้ข้าพเจ้าดูเป็นพะยานว่าที่จริงท่านชื่อหนู แต่ผู้อื่นไปเข้าใจว่าท่านชื่อพร้อม เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงลงชื่อไว้ในหนังสือนี้ว่า “หนู”) เมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพเสด็จลงไปเมืองนครศรีธรรมราชครั้งนั้น ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองตลอดจนจัดกำหนดเขตแขวงสำหรับการปกครองท้องที่ ยังมีแผนที่และทำเนียบตำแหน่งกรมการปรากฏ๒ (๒ หนังสือทำเนียบเมืองนคร ฯ ที่ว่านี้ พระยาศิริธรรมบริรักษ์ (เย็น) ไปพบที่บ้านผู้เป็นเชื้อสายกรมการเก่าแห่ง ๑ จึงได้ฉบับมาจะได้ลงพิมพ์เต็มสำเนาในหนังสือเทศาภิบาล) อยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช  เนื้อความในหนังสือทำเนียบนั้นว่า เมื่อจุลศักราช ๑๑๗๓ ปีมะแม เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๐ ค่ำ วันศุกร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนเจ้าพระยานครฯ (พัฒน์) เป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี และทรงตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ เป็นพระยานครศรีธรรมราช พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ กราบบังคมทูลว่า กรมการเมืองนคร ฯ ขาดไม่ครบตำแหน่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดให้จัดแจงขึ้นให้ครบ
     ครั้น ณ วันจันทร์เดือน ๑๒ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีมะแมตรีศก (พระยานคร ฯ กลับออกไปถึงเมืองแล้ว) จึงให้เชิญพระอัยการตำแหน่งซึ่งในพระบรมโกษฐ์ทรงชำระใหม่๑ (๑ พระอัยการที่อ้างนี้ คือ ทำเนียบศักดินาตำแหน่งข้าราชการหัวเมือง ซึ่งปรากฏในหนังสือกฎหมายชำระในรัชกาลที่ ๑) กับสมุด (ทำเนียบ) ตำแหน่งกรมการเมืองนครฯ ครั้งพระยาสุโขทัยออกไปเป็นเจ้าพระยานคร ฯ๒ (๒ พระยาสุโขทัยคนนี้ เห็นจะเป็นคนเดียวกับพระยาไชยาธเบศร์ ที่ได้เป็นเจ้าพระยานคร ฯ เมื่อปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๐๔ พ.ศ. ๒๒๘๕ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ครั้งกรุงเก่า เรื่องได้พิมพ์ไว้ในหนังสือเทศาภิบาล) มาสอบกัน ในพระอัยการที่ทรงชำระใหม่ มีตำแหน่งกรมการผู้น้อยด้วย แต่ทำเนียบครั้งพระยาสุโขทัย มีตำแหน่งกรมการผู้น้อยด้วย จึงเอาทำเนียบทั้ง ๒ ตำรานั้นรวมบรรจบกันเป็นทำเนียบใหม่ สำหรับเมืองต่อไป๑ (๑ ถ้าดูแต่ลำพังความที่กล่าวในบานแผนกทำเนียบ อาจจะทำให้เข้าใจว่า ทำเนียบกรมการเมืองนครฯ ได้จัดไว้เสร็จแต่ก่อนกรมหมื่นศักดิพลเสพเสด็จออกไป แต่ข้าพเจ้าได้พิเคราะห์ดูทำเนียบนั้นโดยถ้วนถี่ เข้าใจว่าบาทีจะได้โครงไว้ก่อนเป็นเลา ๆ แต่การที่ได้จัดจริงนั้น เชื่อตามคำเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนู ณ นคร) ว่าจัดเมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพเสด็จออกไป) ดังนี้
     ก่อนที่จะกล่าวความในทำเนียบกรมการเมืองนครศรีธรรมราช ควรจะอธิบายถึงทำเนียบหัวเมืองสักหน่อย หัวเมืองที่ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่ก่อนมากำหนดเป็น ๔ ชั้น เรียกว่าเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี เมืองจัตวา หัวเมืองเอก โท ตรี มีเมืองขึ้นมากบ้างน้อยบ้างทุกเมือง แต่หัวเมืองจัตวาไม่มีเมืองขึ้น การที่กำหนดว่าหัวเมืองใดเป็นชั้นใด ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูในทำเนียบสอบกับแผนที่ และเรื่องราวที่มีมาในพงศาวดาร เข้าใจว่าอาศัยเหตุต่างกัน หัวเมืองชั้นเอกแต่เดิมมีแต่ ๒ เมือง คือ ฝ่ายเหนือเมืองพิษณุโลก ๑ ฝ่าย ฝ่ายใต้เมืองนครศรีธรรมราช ๑ แต่เมืองนครราชสีมานั้น แม้ในทำเนียบครั้งรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ก็ยังเป็นแต่หัวเมืองโท ข้าพเจ้าเข้าใจว่าจะพึ่งมายกขึ้นเป็นเมืองเอกเมื่อในรัชกาลที่ ๓ นี้เอง หัวเมืองเอกทั้ง ๓ เมืองนี้ ส่วนเมืองพิษณุโลก และเมืองนครศรีธรรมราช จัดเป็นเมืองเอก ด้วยเคยเป็นราชธานีมีอิสสระ ราษฎรพลเมืองยังมีความนิยมต่อผู้ปกครองว่าเป็นเจ้านาย ทั้งเป็นเมืองใหญ่อยู่หน้าด่าน จึงกำหนดเป็นเมืองเอก๑ (๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายว่า เจ้าพระยาสุรสีห์ ผู้สำเร็จการเมืองพิษณุโลก และเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช  ๒ ตำแหน่งนี้ แต่โบราณมามีบรรดาศักดิ์รองอรรคมหาเสนาธิบดี และสูงกว่าจตุสมภ์ จะพึงเห็นตัวอย่างได้ ด้วยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ เมื่อครั้งกรุงธนบุรี เป็นตำแหน่งพระยายมราชอยู่ก่อน แล้วจึงเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ ผู้สำเร็จราชการเมืองพิษณุโลก) ส่วนเมืองนครราชสีมานั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าจะเป็นเมื่อครั้งปราบกบฏเวียงจันทร์ แล้วเมืองนครราชสีมาสำคัญขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยเป็นหัวเมืองใหญ่หน้าด่าน ต้องบังคับบัญชาการกว้างขวางทั่วไปในทิศตะวันออก จึงยกขึ้นเป็นหัวเมืองเอกอีกเมือง ๑ ส่วนหัวเมืองที่กำหนดเป็นเมืองโทนั้นพิเคราะห์ดูโดยแผนที่ดูชอบกลอยู่บางเมือง เช่นเมืองตะนาวศรี เมืองนครราชสีมา (แต่ก่อนมา) เมืองเพ็ชรบูรณ์ ๓ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่อยู่หน้าด่าน คล้ายเมืองเอกที่กล่าวมาแล้ว แต่ความสำคัญอย่างอื่นไม่เหมือนกัน จึงกำหนดเป็นแต่เมืองโท เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ยังมีอีก ๓ เมือง คือ เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองกำแพงเพ็ชร ๓ เมืองนี้ ทั้งเมืองสงขลา ซึ่งยกขึ้นเป็นเมืองโทชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ อีกเมือง ๑ อยู่ใกล้กับเมืองเอกนักหนา เวลามีศึกสงคราม เช่นรบพะม่ารบแขกมะลายู ก็ต้องอาศัยกำลังเมืองที่อยู่ใกล้ ด้วยกำลังผู้คนพลเมืองไม่มีมากมายเท่าใดทุกเมือง แต่ทำไมจึงยกขึ้นเป็นเมืองโท ข้อนี้หน้าพิเคราะห์อยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างคือ เพราะเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก และเมืองกำแพงเพ็ชร เคยเป็นราชธานี และเมืองโท เมืองตรี มีตำแหน่งน้อยลงมา แต่ยังมีครบกระทรวง ส่วนเมืองจัตวานั้น ไม่มีตำแหน่งกระทรวงจตุสดมภ์ทีเดียว
     ทำเนียบกรมการหัวเมือง ที่ลงไว้ในกฎหมายย่อมาก ข้าพเจ้าพึ่งได้ฉะบับพิศดารถ้วนถี่ แต่ทำเนียบเมืองนครศรีธรรมราชฉะบับที่กล่าวมาแล้ว มีเนื้อความหลายข้อ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นสมควรจะนำมากล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉะบับนี้ จึงได้คัดข้อความในทำเนียบ มาลงไว้ต่อไปนี้๑ (๑ ถ้าท่านผู้ใดอยากอ่านทำเนียบเมืองนคร ฯ โดยพิศดารจงไปดูหนังสือเทศาภิบาล) คือ
     ๑. กรมการทุกตำแหน่ง แบ่งเป็นอยู่ฝ่ายขวา หรืออยู่ฝ่ายซ้าย ลักษณะการที่แบ่งเป็นฝ่ายขวาฝ่ายซ้ายนี้น่าเข้าใจว่า มาแต่ลักษณะกำหนดเป็นฝ่ายทหารฝ่าย ๑ ฝ่ายพลเรือนฝ่าย ๑ ที่ในกรุงเทพ ฯ นี้ แต่เดิมศาลาลูกขุนใน (คือ ที่ประชุมข้าราชการฝ่ายธุระการ) ศาลามหาดไทยอันเป็นฝ่ายพลเรือน ก็เรียกว่าศาลาลูกขุนในฝ่ายซ้าย ศาลาลูกขุนสำหรับกลาโหมฝ่ายทหาร เรียกว่าฝ่ายขวา ถึงที่เฝ้าในท้องพระโรง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนก็เฝ้าข้างซ้าย ข้าราชการฝ่ายทหารเฝ้าข้างขวา เป็นแบบแต่โบราณมาจนทุกวันนี้ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูการที่จัดตำแหน่งแบ่งเป็นขวา, ซ้าย มูลเหตุเดิมเห็นจะไม่ได้เอาฝ่ายทหาร และพลเรือนเป็นเกณฑ์ เพราะลักษณะกำหนดตำแหน่งเป็นขวาเป็นซ้ายมีทั้งในกรมฝ่ายทหาร และในกรมฝ่ายพลเรือน ข้าพเจ้ายังไม่แน่ใจว่ามูลเหตุที่แบ่งเป็นขวา, ซ้ายนี้จะมาแต่อะไร แต่มีมาแต่โบราณว่าฉะเพาะทำเนียบเก่าเมืองนครฯ ที่ได้พบ ทั้งปลัดและยกระบัตรอยู่ฝ่ายขวา แต่มหาดไทยไปอยู่ฝ่ายซ้าย ตำแหน่งกรมเมือง, กรมนา อยู่ฝ่ายขวา ตำแหน่งกรมวัง, กรมคลัง, อยู่ฝ่ายซ้าย ดังนี้
     ๒. กรมการ ตามทำเนียบเก่าเมืองนครฯ ถ้าจัดเป็นชั้นตามศักดินา
         ชั้นที่ ๑ ถือศักดินา ๓,๐๐๐  ออกพระศรีราชสงครามรามภักดี ปลัดคนเดียว
         ชั้นที่ ๒ ถือศักดินา ๑,๖๐๐ มี ๓ คน คือ ออกพระภักดีภาชยกระบัตร ๑ ออกพระจ่าศรีสุรินทรภักดี พระมหาดไทย ๑ ออกพระไกรพลแสนยากรบดีศรีสุรินทรเดโชชัย (พระพล) ๑
         ชั้นที่ ๓ ถือศักดินา ๑,๔๐๐ มี ๘ คน คือ ออกพระศรีราชวังเมือง กรมเมือง ๑ ออกหลวงเพทมณเฑียร กรมวัง ๑ ออกหลวงอินทรมนตรีศรีรัตนโกษา กรมคลัง ๑ ออกหลวงพลพากรราชมนตรี กรมนา ๑ ออกพระวิชิตสงครามรามภักดีศรีปะลาวัน กรมท่า (ตรงกับตำแหน่งท้ายน้ำ) ๑ ออกพระเทพเสนาบดีศรีสมุห พระสุรัสวดีขวา ๑ ออกพระชัยประชาบดีศรีสมุห พระสุรัสวดีซ้าย ๑
     รองแต่ชั้นนี้ลงไป ถือศักดินา ๑,๒๐๐ บ้าง ศักดินา ๑,๐๐๐ บ้าง ศักดินา ๘๐๐ บ้าง และลดลงไปโดยลำดับจน ๒๐๐  ไม่จำจะต้องนำมาพรรณนาในที่นี้โดยพิศดาร แต่ควรกล่าวไว้ตำแหน่ง ๑ ที่เรียกว่าผู้ช่วยราชการ ตามทำเนียบเป็นตำแหน่งพิเศษ ถือศักดินา ๑,๐๐๐  ตำแหน่งผู้ช่วยราชการนี้ เพราะเหตุที่ไม่มีหน้าที่จำกัดและขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการเมือง จึงเป็นตำแหน่งสำหรับทรงตั้งข้าราชการชั้นหนุ่ม ๆ เช่น บุตรผู้ว่าราชการเมืองซึ่งสำหรับจะรับราชการในตำแหน่งใหญ่ต่อไป ตัวอย่างที่ปรากฏมาในเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานคร ฯ (น้อย) ก็เป็นพระบริรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการ เลื่อนจากผู้ช่วยก็เป็นพระยานคร ฯ เจ้าพระยานคร ฯ (น้อยกลาง) บุตรเจ้าพระยานคร (น้อย) ก็เป็นพระเสน่หามนตรี ผู้ช่วยราชการแล้วเลื่อนเป็นพระยานคร ฯ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนู) ก็เป็นพระเสน่หามนตรี ผู้ช่วยราชการ แล้วเลื่อนเป็นพระยานครฯ การที่บุตรผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ช่วยราชการดังกล่าวมานี้ มีผลจนรู้สึกว่าตำแหน่งปลัดยกระบัตรทางหัวเมืองปักษ์ใต้ต่ำไปมาก เช่นที่เมืองสงขลา บรรดาเชื้อวงศ์ ณ สงขลา ถ้ารับสัญญบัตรขอเป็นผู้ช่วยราชการทั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยพบปลัดหรือยกระบัตรเมืองสงขลา จนมาจัดการเปลี่ยนแปลงเป็นมณฑลเทศาภิบาลเมื่อในรัชกาลที่ ๕ ประเพณีเดิมที่ได้กล่าวมาแล้วจึงได้เลิก
     ๓. ตำแหน่งกรมการผู้ใหญ่ ในเมืองนครศรีธรรมราช มีตราตำแหน่ง มีเครื่องประดับยศ และมีที่สำหรับเก็บผลประโยชน์ลงไว้ในทำเนียบ ควรจะยกมาพรรณนาไว้พอเป็นตัวอย่างสักตำแหน่ง ๑ คือ
     ออกพระศรีราชสงครามรามภักดี ปลัด ถือศักดินา ๓,๐๐๐  ฝ่ายขวา ถือตรารูปโตยืนบนแท่น (เครื่องประจำยศ) มีช้างพลาย ๑ ช้างพัง ๑ จำลอง ๒ ธงทวน ๔ นวม ๖ แหลน ๔ ปืนนกสับหลังช้าง ๒ กระบอกหมวกม้า๑ (๑ ที่เรียกว่าหมวกม้าในทำเนียบนี้ จะเขียนผิดหรือจะเป็นหมวกสำหรับใช้ในเวลาขี่ม้า หรืออะไร ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ) ๒ เครื่องม้า ๒๐ ปืนกระสุนนิ้วกึ่งบรรดาศักดิ์ ๔ กระบอก ปืนกระสุน ๓ นิ้วชะเลยศักดิ์ ๒ กระบอก ปืนกระสุนนิ้วกึ่ง ๑๘ กระบอก ปืนนกสับบรรดาศักดิ์ ๒๔ กระบอก ปืนนกสับชะเลยศักดิ์ ๑๘ กระบอก เสื้อพล ๔๒ หอกเขน ๓๐ ทวนเท้า ๑๕ เรือพนัก ๒ ลำ ได้รับพระราชทาน๑ (๑ ที่ว่าได้กิจกทงความและเข้าผูก  หมายความว่า ค่าธรรมเนียมความ) กิจกทงความ และเข้าผูกกึ่งเจ้าเมือง และที่พกหมาก๒ (๒ ที่เรียกว่าที่พกหมาก 3 ตำบล หมายความว่า บ้านส่ายนั้นเอง แต่จะเก็บอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ) ตำบลพะเนียนขนอม ขึ้นสำหรับที่ ๓ ตำบล มีนาสัด๓ (๓ ที่เรียกว่านาสัด เข้าใจว่า นาสำหรับตำแหน่งปลัด จัดให้บ่าวไพร่ทำเป็นผลประโยชน์) (ทิศตะวัน) ออกเมือง 2 เส้น
     ๔. การที่จัดหมวดกรม ตามทำเนียบกรมการเมืองนครฯ มีถึง ๓๖ กรม ตำแหน่งข้าราชการมีพระ ๙ หลวง ๒๑ เมือง ๒ ขุน ๒๒๕ หมื่น ๑๔๙ พัน ๓๔ จ่า ๔ รวม ๔๒๔ คน จะระบุแต่กรมใหญ่ต่อไปนี้ คือ
         ๔.๑ กรมปลัด
         ๔.๒ กรมยกระบัตร
         ๔.๓ กรมมหาดไทย
         ๔.๔ กรมสุรัสวดี
         ๔.๕ กรมเมือง
         ๔.๖ กรมนา
         ๔.๗ กรมวัง
ขึ้นในกรมวังมี
         ก. กรมมหาดเล็ก
         ข. กรมสังฆการี
         ค. กรมหมอ
         ง. กรมตำรวจ
         จ. ศาลแพ่ง
         ฉ. กรมท้ายวัง (เห็นจะเป็นล้อมวัง)
         ช. กรมลูกเธอ (เห็นจะเป็นสนมพลเรือน)
         ซ. กรมช้าง
         ฌ. กรมอาสา
         ญ. กรมฝีพาย
         ฎ. กรมอาลักษณ์
         ฏ. พราหมณ์ลูกขุนและศาลหลวง
         ฐ. กรมข้าพระ
     ๕. ส่วนการปกครองท้องที่นั้น จัดเป็นหัวเมืองขึ้นเมืองนครศรีธรรมราช 4 ชั้น รู้ได้โดยศักดินาผู้เป็นหัวหน้ารักษาการในท้องที่ คือ
     ชั้นที่ ๑ เมืองตรังขึ้นฝ่ายขวา เมืองท่าทอง (คือที่ ๆ เคยตั้งที่ว่าการมณฑลชุมพร ที่บ้านดอนทุก) ขึ้นฝ่ายซ้าย ผู้รักษาเมืองทั้ง ๒ นี้ถือศักดินา ๑,๖๐๐
     ชั้นที่ ๒ เช่น แขวงปากพนัง และเกาะสมุย เป็นต้น มี ๗ เมือง ผู้รักษาเมืองถือศักดินา ๑,๒๐๐ ชิ้น ฝ่ายขวา ๔ เมือง ฝ่ายซ้าย ๓ เมือง
     ชั้นที่ ๓ ผู้รักษาเมืองถือศักดินา ๑,๐๐๐ มี ๒ เมือง ขึ้นฝ่ายขวา ๑ ฝ่ายซ้ายเมือง ๑
     ชั้นที่ ๔ ผู้รักษาเมืองถือศักดินา ๘๐๐  มี ๙ เมือง ขึ้นฝ่ายขวา ๓ เมือง ฝ่ายซ้าย ๖ เมือง 
     รองแต่ชั้นเมืองลงมา จัดเป็นทำนองอำเภออย่างทุกวันนี้ มี ๒ ชั้น ชั้นที่ 1 ผู้รักษาการถือศักดินา ๖๐๐ มี ๘ อำเภอ ขึ้นฝ่ายขวา ๓ ฝ่ายซ้าย ๕ ชั้นที่ ๒ ผู้รักษาการถือศักดินา ๔๐๐ มี ๒๖  ขึ้นฝ่ายขวา ๘  ฝ่ายซ้าย ๑๘
     รองแต่นั้นมาลงมา จัดเป็นด่านและค่าย เข้าใจว่าเป็นที่มีผู้อยู่ประจำตรวจทาง รวม ๑๔ แห่ง ขึ้นฝ่ายขวา ๒  ฝ่ายซ้าย ๑๒

     ทำเนียบที่แสดงมานี้ จะจัดได้เต็มที่ทีเดียวหรือประการใดทราบไม่ได้ แต่น่ากลัวจะจัดไม่ได้ ด้วยจำนวนตำแหน่งมากนัก แต่เป็นแบบเก่า จึงแสดงไว้ให้ผู้ศึกษาโบราณคดีทราบ

วันนี้ 59 คน
เมื่อวาน 77 คน
เดือนนี้
ปีนี้
ทั้งหมด
60 คน
2174 คน
114052 คน
เริ่ม 2010-11-10
©  Copyright Na Nagara All rights reserved.

Web design by 88bkk.com