ชีวิตในวังของสกุลจาตุรงคกุล

ชีวิตในวัง

โดย คุณวิรัช จาตุรงคกุล
จากหนังสือ “อนุสรณ์เนื่องในโอกาสบำเพ็ญกุศลบรรจุอัฐิ น.ส. สุดา จาตุรงคกุล บ.ม.”
ณ วัดกาญจนสิงหาสน์วรวิหาร บางพรหม กรุงเทพมหานคร
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐

     วังเป็นที่ประทับ (ที่อยู่) ของเจ้านาย แต่ที่เรียกว่าพระบรมมหาราชวังนั้นเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว ที่ประทับบรรทมนั้นเรียกว่าพระมหาปราสาท จะมีพระตำหนักของสมเด็จพระบรมราชินี ตำหนักของพระบรมราชเทวี พระราชเทวี พระอรรคชายา และเรือนเจ้าจอม รวมอยู่ด้วย
     พระพุทธเจ้าหลวงนั้นเมื่อพระราชโอรสเรียนจบจากต่างประเทศและอภิเศกสมรส ก็จะพระราชทานวังให้ทุกพระองค์ มีทั้งวังทูลกระหม่อมเจ้าฟ้า ซึ่งประสูติจากพระบรมราชินี พระบรมราชเทวี พระราชเทวี พระอัครชายา วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอที่สถาปนาเป็นต่างกรม ซึ่งประสูติจากคุณจอมมารดา และยังมีวังย่อย ๆ ของพระองค์เจ้าที่ได้รับพระกรุณาสถาปนาขึ้นมาจากหม่อมเจ้าอยู่บ้าง
     วังที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นวังสมเด็จเจ้าฟ้า คือวังบางขุนพรหมที่ทูลกระหม่อมฟ้าชายบริพัตร กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ได้รับพระราชทานจากพระราชบิดา เมื่อจบการศึกษาการทหารมาจากเยอรมันและได้อภิเศกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม มีพระโอรสธิดาเป็นพระองค์เจ้า แต่ประสูติ ๘ พระองค์ มีพระพี่นาง คือทุลกระหม่อมฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน ฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ กับพระราชมารดาพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ประทับอยู่ด้วย หน้าวังจดถนนสามเสน ด้านหลังจดแม่น้ำเจ้าพระยา พระตำหนักทูลกระหม่อมชายกับพระชายาพระโอรสองค์ใหญ่ และพระธิดาพระองค์ ๕ อยู่ด้านถนนสามเสน
ทูลกระหม่อมฟ้าหญิง กับเสด็จพระนาง ฯ และพระองค์หญิงอีก ๔ พระองค์ ประทับอยู่ด้วยกันที่พระตำหนักด้านหลังริมแม่น้ำเจ้าพระยา
     เมื่อรัชกาลที่ ๖ เสวยราชย์ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ สถาปนาพระวรวงศ์เธอทั้ง ๘ พระองค์ของวังนี้ขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ และเนื่องจากพระมารดาเป็นหม่อมเจ้า พระโอรสธิดาของพระเจ้าวรวงศ์เธอทั้ง ๘ จะได้เป็นหม่อมเจ้าแต่ประสูติด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทูลกระหม่อมบริพัตรก็ได้ทรงพระยศจอมพล และกรมพระ ในขณะที่พระราชมารดาได้เป็นสมเด็จพระปิตุจฉา พระอุครราชเทวี พระโอรสธิดาของทูลกระหม่อมชายทรงพระนามดังนี้ พระองค์เจ้าจุมภฎพงษ์บริพัตร (พระองค์ชายใหญ่) พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบง (ท่านพระองค์ใหญ่) สุทธวงษ์วิจิตร (ท่านพระองค์กลาง พิสิษฐสบสมัย (ท่านพระองค์สาม) จุไรรัตนศิริมาน (ท่านพระองค์สี่) จันทรกานตมณี (ท่านพระองค์ห้า) ท่านพระองค์หญิงน้องสิ้นพระชนม์มีชันษา ๖ เดือน และพระองค์เจ้าชายปรียชาติสุขุมพันธ์ (สิ้นพระชนม์เมื่อชันษา ๒ ขวบ)
     ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงสุทธาทิพย์รัตน์ ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกว่าทูลหม่อมหญิงนั้นเป็นเจ้านายที่งามมาก จะหาเจ้านายพระองค์ใดสมัยนั้นเปรียบเทียบมิได้ งามทั้งพระจริยาวัตรและพระหฤทัยก็งามที่สุด เมื่อก่อนสิ้นพระชนม์ (ในปี ๒๔๖๕) นั้น ทรงปลูกตำหนักเล็กสำหรับประทับพักผ่อนเล่น เช้าก็เสด็จจากตำหนักใหญ่ลงไปประทับทุกวัน เย็นจึงจะเสด็จขึ้นตำหนักใหญ่ ทรงใช้เวลาทรงพระอักษร บางทีก็เย็บปักและคิดแบบดอกไม้ มีนายสว่างเป็นช่างเขียนสำหรับเขียนแบบที่ทรงคิด บางครั้งทรงปลูกไม้ดอกที่สั่งพันธุ์มาจากเมืองนอกมาเพาะเมล็ดในเมืองไทย สมัยนั้นดอกไม้ที่ยังไม่มีในเมืองไทยที่ทรงปลูกมี เยบีร่า ไวโอเล็ต ฟอร์เก็ตมีนอต คาร์เนชั่น ทรงจดไว้ว่ากี่วันจะบานเต็มที่ และบานทนกี่วัน พวกที่บานเต็มที่แล้วก็เก็บมาจัดแจกันตั้งห้องรับแขกทูลกระหม่อมชายและเสด็จพระนาง (สุขุมาล) ทุกเช้า ส่วนข้าหลวงก็ได้รับพระกรุณาสอนไปด้วย คุณเชื้อ ชูโต เป็นผู้ทำหน้าที่คอยเก็บดอกไม้ถวาย ดูแลดอกที่ทรงปลูก ส่วนไม้ใบก็ให้คนสวนเลือกปลูก เช่น เฟิร์น ต่าง ๆ และไม้ใบที่มีสีสวยต่าง ๆ ให้คุณพระชื่น (พระพี่เลี้ยงผู้ชาย) ดูแลจัดแปลนปลูกในตำแหน่งต่าง ๆ บริเวณทั่วทั้งวัง
     ก่อนที่เราพี่น้อง ๕ คนในสกุลจาตุรงคกุลจะได้เป็นชาววังบางขุนพรหม เสด็จพระนาง (สุขุมาลมารศรี) ยังประทับอยู่ในวังหลวง ลูกสาวคุณอาของเรา คือคุณพี่แจ๋ว (คุณหญิงจตุรงค์สงคราม – สายจาตุรงคกุล ชั้น ๖) ได้ถวายตัวกับเสด็จอยู่ก่อนแล้ว ในคราวที่จะมีงานใหญ่ฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับยุโรป คุณพี่แจ๋วได้เขียนจดหมายชวนคุณอร (สายจาตุรงคกุล ชั้น ๖) พี่สาวคนใหญ่สุดของเราให้ขออนุญาตคุณพ่อไปค้างดูงาน คุณพ่อก็อนุญาต พอจวนถึงวันงาน คุณอรก็เข้าไปนอนค้างรอดูงานกับคุณพี่ที่ตำหนักในพระบรมมหาราชวัง แล้วลงไปเล่นข้างล่าง เมื่อสมเด็จพระบรมราชินี (เสาวภาผ่องศรี) ซึ่งพระตำหนักอยู่เคียงกันเห็นคุณอรก็พอพระทัยรับสั่งว่า “เด็กใคร อยากจะได้” พอทรงทราบว่าเป็นของพระนางสุขุมาล ก็เพียงแต่ขอเอาไปแต่งตัวให้ (แต่งฝรั่ง ปล่อยผมยาว) แล้วให้ไปโปรยดอกไม้ลงบนลาดพระบาทที่เสด็จพระราชดำเนิน เสด็จพระนางก็ถวายคุณอรแล้วเพิ่มไปอีก ๓ คน มีคุณอัญชัน คุณชิ้น คุณช้า บุนนาค
     เสร็จงานแล้ว คุณอรก็เลยต้องอยู่ในวัง เพราะเสด็จพระนางทรงขอไว้เลย ต่อมาเมื่อไปประทับวังบางขุนพรหมแล้ว พอน้อง ๆ คุณอรไปเยี่ยม ทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งว่า “มีลูกหน้าตาดี ๆ หวงเอาไปเก็บไว้” แล้วท่านก็ขอหลานคุณย่า (คุณเขียน บุนนาค) ที่เป็นลูกผู้หญิงของคุณพ่อหมดทั้งท้อง
     คุณพ่อ (ร.ท. ป่า จาตุรงคกุล) จึงถวายไปอีก ๓ คน คือ คุณปิ่น (สายจาตุรงคกุล ชั้น ๖) คุณยุ้ย (สายจาตุรงคกุล ชั้น ๖) และคุณสุดา (สายจาตุรงคกุล ชั้น ๖) (สำหรับคุณวิรัช (สายจาตุรงคกุล ชั้น ๖) คนสุดท้ายยังอายุได้ ๔ ปี จึงนำไปถวายอีกสองปีหลังจากนั้น)
     เสด็จพระนางทรงมอบคุณสุดา ซึ่งตอนนั้นอายุ ๙ ปี ให้คุณพร้อม บุนนาค พระพี่เลี้ยงท่านพระองค์ใหญ่ (ศิริรัตน์บุษบง) ดูแลสามคนพี่น้องได้เข้าเรียนหนังสือพร้อมท่านพระองค์หญิง ห้องเรียนอยู่บนพระตำหนักทูลกระหม่อมชาย ชั้นล่างใต้ห้องเสวยท่านพระองค์หญิง ๕ พระองค์ และท่านหญิงมารยาทกัญญา โต๊ะเรียนติดกับเก้าอี้มีพนักปูผ้าดอกโต๊ะเรียนปิดเปิดได้ ครูนั้นจะมีพรมสีเหลืองปูให้นั่งเวลาไม่ได้เขียนกระดานดำหรืออธิบาย มีกาน้ำร้อน พวงน้ำเย็น หีบบุหรี่วางไว้บนพรม พระยาประชุมพลขันธ์เป็นผู้ดูแลคัดเลือกครูเอามาจากกระทรวงศึกษา ฯ ที่ละคน ถ้าลาออกไปก็มีครูมาแทน คนแรกได้แก่ ครูบัว ต่อด้วยครูทวี ลูกพระนมสาท พระนมของทูลกระหม่อม (ภายหลังได้เป็นคุณหญิงทวี ครูใหญ่โรงเรียนสตรีวิทยา) ต่อมาได้แก่ ครูชื้น ครูบุญส่ง ครูไสว วิมุกตานนท์ ครูสวย เทพวิสุทธิ์ ซึ่งลาออกไปเรียนต่อเมืองนอก ครูเจือ รามโกมุท นับเป็นคนสุดท้าย โรงเรียนนี้ภายหลังพระยาประชุมได้จัดให้ไปขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ ชื่อโรงเรียนบางขุนพรหม โดยนำนักเรียนไปสอบไล่ร่วมกับโรงเรียนเบญจมราชาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาล เมื่อคุณสุดาเข้าวังไปใหม่ ๆ เลิกเรียนหนังสือหรือดนตรีแล้ว ท่านพระองค์หญิงทั้งห้าพระองค์ยังต้องบรรทมกลางวันก่อน คุณพร้อมก็ให้คุณสุดาตามเสด็จไปนอนข้าง ๆ พระที่ด้วย  คุณปิ่น จาตุรงคกุล นั้นเรียนจบโรงเรียนประถม (วัด) อนงค์ตั้งแต่ก่อนไปอยู่ในวัง ท่านเจ้าคุณวัดอนงค์ตั้งโรงเรียนขึ้นสำหรับสอนเด็กผู้ชายลูกหลานสกุลบุนนาคในบ้านสมเด็จ สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิง คุณพ่อไปขอเป็นพิเศษให้ลูกสาวได้เข้าไปเรียน ถึงแม้จะต้องเป็นผู้หญิงคนเดียว แต่ปรากฏว่าเมื่อไปเรียนจริงมีเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน เด็กนั้นเป็นหลานป้าซ้วย อุบาสิกาวัดอนงค์ซึ่งท่านเจ้าคุณเมตตาให้มาเรียน
     เมื่อคุณปิ่นเข้าวังบางขุนพรหมจึงอ่านหนังสือได้ดีแล้ว เสด็จทรงโปรดให้อ่านถวายเวลาค่ำเกือบทุกวัน แล้วทรงโปรดให้เรียนทำอาหารว่างกับท่านหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล มีข้าวทอด กระทงทอด ปอเปี๊ยะญวน อาจาดอังวะ ฯลฯ เสด็จให้จ้างมิเตอร์เก จีนกุ๊กหลวงมาสอนทำขนมฝรั่ง มีบัตเตอรเค๊ก เอแคล คัสตาร์ด พุดดิ้ง และคุกกี้ต่าง ๆ รวมทั้งหัดทำหมูแฮมทั้งขา และเบคอนมุมหลังตำหนักเล็ก รับสั่งให้ตาพลอยคนสวนยกร่องเล็ก ๆ ขึ้น ส่วนหนึ่งปลูกพริกแตงกวา เพราะโปรดเสวยแกงใส่ยอดพริก ทรงแกงเองบ่อย ตำน้ำพริกกะปิด้วย บางคราวมีผู้นำเนื้อกระต่าย เนื้อเก้งสดมาถวายก็ทรงทำเอง โดยมีหม่อมหลวงเงียบ ทินกร, คุณอร่าม โพธิ์เกษม ผลัดกันเตรียมเครื่องปรุงไว้ถวายที่ห้องว่างหลังตำหนักเล็กพวกข้าหลวงที่นั่งรับใช้อยู่ได้ดูทรงทำ เป็นการเรียนวิชากับข้าวไปด้วย บางครั้งแกงเผ็ด บางครั้งยำเนื้อเก้ง เสวยกับขนมปังปอนด์ทอด ส่งไปประทานท่านพระองค์หญิงหลาน ๆ บ้าง ยำทะวายที่ต้องใช้มักมากหลาย ๆ อย่าง และต้องตำน้ำพริกผัดด้วยนั้น ท่านหญิงจงจิตรถนอม พระธิดาองค์ใหญ่ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมักจะทำถวาย ท่านหญิงใหญ่นี้จะว่าเป็นแม่บ้านฝ่ายการเงินของสมเด็จก็ว่าได้ เวลาทูลกระหม่อมชายเลี้ยงฝรั่งก็ได้เข้างานเสวยด้วย ท่านทำหน้าที่จ่ายเงินแม่แม้น หัวหน้าห้องเครื่อง ค่าอื่น ๆ เบี้ยเลี้ยงข้าหลวงเด็ก ๆ ซึ่งพอได้รับมาก็ไม่เว้นจะแวะหาบเจ๊กหาบโตที่รออยู่ใต้ต้นพิกุล มีของกินประเภทเกี้ยมห้วยโป๊ เกี้ยมซึงตี เม็ดแตงโม ฯลฯ
     สำหรับคุณอร ต้นเหตุพาน้องเข้าวังนั้นเสด็จโปรดมาก ทำอะไรก็ถูกพระทัยไปทุกอย่างจนทรงหวง รับสั่งว่าคุณอนงค์ บุณยรัตนพันธ์ กับคุณอรนั้นห้ามไม่ให้ใครมายุ่งเกี่ยวเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะต้องขัดใจกัน ปรากฏว่าหม่อมเจ้าธาดาพันธุ์ โอรสกรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร ซึ่งเสด็จพ่อถวายเสด็จพระนางมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ๒ พระองค์พี่น้อง และสิ้นพระชนม์ไปองค์หนึ่งนั้น เกิดต้องพระทัยคุณอร ท่านธาดาจบจากโรงเรียนนายเรือได้เป็นเรือตรีแล้ว ได้มีจดหมายทูลขอคุณอรต่อเสด็จขณะที่ออกเรือไปแล้ว เสด็จทรงกริ้วมากในทีแรก ต่อมาก็รับสั่งว่า เอาลูกเขามาเลี้ยงก็ต้องยอม แล้วได้ทรงประทานพิธีแต่งงานรดน้ำที่ห้องสีชมภู (ซึ่งเป็นห้องรับแขกที่งดงามของวัง) และให้อยู่บนตำหนักไม้เก่ากับหม่อมราชวงศ์แปลก พึ่งบุญ ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงทูลกระหม่อมชายที่ได้รับมอบให้เลี้ยงดูท่านธาดามาด้วย ต่อมาได้ปลูกเรือนประทานที่มุมวังริมแม่น้ำใกล้ตำหนักเล็กของทูลกระหม่อมหญิง เวลาคลอดลูก เสด็จจะเสด็จลงมาทอดพระเนตร ลูกทุกคนท่านจะประทานชื่อ เวลาประชวรจะทรงเรียกคุณอรไปปรนนิบัติอีก และถ้ามีงานทำดอกไม้หรืองานใหญ่อื่น ๆ คุณอรจะมาช่วยเหมือนเดิม เมื่อวิรัชน้องหญิงคนสุดท้องของคุณอรเข้าวังนั้น ม.ร.ว. เศรณีพรหม บุตรคนโตของคุณอรยังเป็นวัยอยู่ในเปล
     วิรัชเข้าวังเมื่ออายุ ๖ ขวบ ในปีที่บิดาเสียชีวิตลง หลักจากที่ตั้งชื่อให้ว่าวิรัชแล้ว มารดาได้พามาถวายตามที่คุณพ่อทูลไว้ วิรัชร้องไห้อาละวาดเกือบครึ่งคืน คุณปิ่นพี่สาวต้องจัดการเอาตัวไปนั่งคอยรับใช้ใกล้พระองค์เสด็จ มีโอกาสที่จะหลบลงไปเดินเล่น ได้เพื่อนชื่อเอ๊ด บุนนาค ข้าหลวงท่านพระองค์ใหญ่ ลูกหลวงชลาลัย ซึ่งมีบ้านที่ฝั่งธนบุรีอยู่ใกล้กันเกือบทุกวัน จะพากันเข้าสวนท้ายวังเก็บฝรั่ง ลูกแมงเม่า ต่อมาก็ชอบลงเล่นน้ำที่ท่าแม่น้ำเจ้าพระยา เหรียญพระนามทูลกระหม่อมหญิงประทานต่างหูทั้งที่ใส่มาจากบ้าน ทั้งที่เสด็จประทานอีก ๒ คู่ หลุดหายไปในน้ำ แต่ช่างร่อนของก็สามารถเอาเหรียญพระนามขึ้นมาคืนได้
     หน้าตำหนักเล็ก เป็นสนามหญ้าใหญ่ตั้งแต่ขอบถนนหน้าตำหนักใหญ่จนจรดริมแม่น้ำ มีล๊อคต้นกุหลาบตั้งแต่ตีนถนนเป็นระยะ ๆ จนเกือบถึงแม่น้ำ ทูลกระหม่อมทรงคอยตัดกิ่งและดอกด้วยพระหัตถ์เอง จึงดูงดงามตลอดสนาม สนามนี้บางทีสมเด็จพระมาตุจฉา (สว่างวัฒนา) ก็เสด็จมาทรงโครเกท์กับเสด็จพระนาง และเสด็จพระองค์เล็ก (กรมหลวงทิพยรัตน์) (ตอนนั้นเป็นสมัยรัชกาลที่ ๖) หม่อมเจ้าที่เป็นผู้ใหญ่แล้วได้ร่วมทรงโครเกท์ด้วยคือ ท่านหญิงสุมาลย์ และท่านชายสมบูรณ์ศักดิ์ เกษมสันต์ ถ้าไม่เสด็จมา ที่ตรงนี้เป็นสนามเล่นประจำของท่านพระองค์หญิงหลาน ๆ ถ้าเล่นบัลลูน (รุ่นหลังเรียกเตย) จะเลื่อนมาเล่นที่พื้นปูหินข้างตำหนักใหญ่ เพราะใช้เส้นปูเขตของแต่ละคนได้ ถ้าเล่นเอสปาย (ซ่อนหาตามพุ่มต้นไม้) ก็จะเล่นกันหลังตำหนักทูลกระหม่อมชาย มีกระโจมแตร (ซีเมนต์หลังคากลมพื้นหินอ่อนสำหรับตั้งวงดุริยางค์เวลามีงาน) ถัดมามีต้นมะขามใหญ่ครึ้ม และขอบถนนมีต้นประยงค์เป็นพุ่มเป็นระยะจนถึงทางไปท่าแม่น้ำ ตรงข้ามทางลาดซีเมนต์มีเก้าอี้ยาวเป็นที่อยู่โยง ฝ่ายซ่อนจะเที่ยวซ่อนตามพุ่มประยงค์และพุ่มไม้อื่น ถ้าโยงขานเรียกถูกชื่อใครอยู่พุ่มไหน ต้องรีบวิ่งหนีไปโยงให้ทันก่อนจับได้ ถ้าวิ่งไม่ทันถูกจับได้ต้องเปลี่ยนเป็นโยงแทน บางวันจะไปเล่นที่สนามสุดเรือนกล้วยไม้ตรงที่มีแท่นปูนซีเมนต์ใหญ่หน้าตำหนักทูลกระหม่อมชายด้านขวา ซึ่งเรียกว่าแท่นลำใย เพราะเดิมคงมีต้นลำใยอยู่ตรงนั้น ที่เล่นตรงนี้ใช้เล่นอ้ายเข้อ้ายโขง สมมุติแท่นลำใยเป็นบก สนามหญ้าเป็นน้ำ ไอ้เข้จะอยู่ห่างไปจากแท่นใหญ่ประมาณ ๒ เมตรกว่าคนเดียว หากจับคนลงน้ำคนใดได้ คนนั้นก็ต้องเป็นอ้ายเข้แทน
     นอกจากนั้น มีช่วงชิงกับไชยโย ทั้งสองอย่างใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อผ้าเป็นลูกสำหรับโยนรับกัน หรือขว้างผ้าให้ถูกตัว ไชยโยใช้แผ่นหินเป็นเมืองสี่เหลี่ยม ยืนตามมุมซ้อนกันสองคน แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่งอยู่ชั้นใน อีกพวกอยู่ชั้นนอก เอาลูกช่วงที่ห่อนั้นโยนรับกันจนรอบ คนแรกโยนก็จะพากันวิ่งหนีคนถือลูกช่วง คนถือจะวิ่งตามปาให้ถูก พวกวิ่งหนีจะโยนลูกรับส่งกันไปมา ก็วิ่งล่อหนี กลับมาเข้าเมืองได้ก็จะร้องว่าไชยโย ปาไม่ถูกก็หาคนอื่นจนได้ ถ้าปาไม่ถูกเลย หนีเข้าเมือง ไชยโยหมด ก็ต้องอยู่โยงอย่างเก่า ถ้าปาได้ถูกใคร คนนั้นก็ต้องอยู่แทน ส่วนช่วงชิงไม่ต้องเล่นบนแผ่นหิน เล่นที่สนามหญ้าก็ได้ เพียงแต่แบ่งคนละเมืองตรงข้าม พยายามขว้างให้ถูก อีกเมืองก็คอยหลบ ถ้าถูกก็ต้องแพ้รำซุย คือ คนแพ้ต้องรำเมืองชนะก็จะช่วยร้องให้ด้วยว่า ซุยป๊ะซุยป่อง ลอดช่องน้ำกะทิ มะเขือแตงกว่าเอาจิ้มกะปิ แล้วตั้งต้นใหม่ กลับเมืองกัน
     การเล่นขี่ม้าส่งเมือง เล่นเหมือนช่วงชิง เปลี่ยนตรงไม่รำซุย ต้องขี่หลังเดินไปรอบ ๆ แล้วไปส่งที่เมือง การเล่นอีกอย่างหนึ่งคือ โปลิศจับขโมย มีศาลาตีไม้ตา ๆ โปร่งหลังเล็กอยู่ข้างตำหนักเล็กถือเป็นสถานีตำรวจ ฝ่ายที่เป็นตำรวจอยู่จะวิ่งไล่ขโมยที่วิ่งหนีอยู่ทั่วไป จับได้ก็พาไปสถานีตำรวจ เวลาจับได้ก็ร้องจับได้แล้ว คนที่ถูกจับต้องเป็นตำรวจแทน
     ชีวิตประจำวันโดยทั่ว ๆ ไปนั้นปกติเวลา ๐๘.๐๐ น. มีคนยกสำรับมาตั้งให้พวกข้าหลวงเสด็จพระนาง ข้าหลวงทูลกระหม่อมฟ้าหญิงรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน แล้วจะต้องไปเข้าเรียนพร้อมกัน เลิกเรียนกลางวันจะมีสำรับอาหาร บางวันเป็นข้าวผัด บางวันข้าวมันส้มตำ บางวันก๋วยเตี๋ยวยัด ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีเจ๊กเข้ามาขายก๋วยเตี๋ยวหมู ข้าวต้ม และอื่น ๆ ที่ใต้ต้นพิกุลใหญ่ หลังตำหนักเสด็จพระนางมีเจ้าน้ำแข็ง นม กาแฟ อีกหาบหนึ่ง พวกเราได้เบี้ยเลี้ยงกินขนมคนละ ๖ สตางค์ต่อวัน
หลังอาหารกลางวันมีการเรียนดนตรีอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง มีครูชื่อสังวาลย์มาสอน
     - ท่านพระองค์หญิงศิริรัตน์                                                             ทรงซอด้วง
     - ท่านพระองค์หญิงสุทธวงศ์                                                           ทรงซออู้
     - ท่านพระองค์หญิงพิสิษฐ์                                                              ทรงจะเข้
     - ท่านพระองค์หญิงจุไรรัตน์                                                            ทรงซออู้ล
     - ท่านพระองค์หญิงจันทรกานต์                                                       เดิมทรงซอสามสายแล้วเปลี่ยนมาทรงซอด้วง
     - ม.ล. เฉลา อิศรศักดิ์                                                                   ดีดจะเข้
     - คุณสมพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา (หม่อมสมพันธุ์ บริพัตร ณ อยุธยา)    สีซอด้วง
     - ม.ล. ประไพ ชุมสาย                                                                   เป่าขลุ่ยเล็ก
     - คุณสุดา จาตุรงคกุล                                                                    เป่าขลุ่ยใหญ่
     - คุณตาด ศิริสัมพันธ์                                                                     ดีดจะเข้
     - คุณพงา บุนนาค                                                                         ตีโทน
     - คุณแฉล้ม บุนนาค (คุณหญิงแฉล้ม เดชประดิยุทธ์)                             ตีรำมะนา
     - คุณไพฑูรย์ รัศมีจันทร์                                                                 ร้องส่ง
     - คุณวิรัช จาตุรงคกุล                                                                     ตีฉิ่ง
     มีเรือนซ้อมต่อดนตรีสำหรับข้าหลวงโดยเฉพาะ เมื่อต่อท่านพระองค์หญิงให้ซ้อมบนตำหนัก    เมื่อจำเพลงที่ต่อได้แล้ว ก็รวมวงพร้อมกันบนตำหนัก บางครั้งซ้อมใหญ่มีเพลงยาว นอกจากแขกมอญบางขุนพรหมก็มีเพลงแขกลพบุรี เขมรพวง พม่า ๕ ท่อน ทูลกระหม่อมฟ้าชายจะเสด็จทอดพระเนตรบางครั้ง และลงทรงซอเองด้วย
     วันหนึ่งหลังจากต่อเพลงและซ้อมกันได้เสร็จแล้วก็พากันลงมาหาทางนั่งรถเจ็ก ซึ่งเป็นของแขกขายผ้าที่บรรทุกผ้าเอามากองวางขายที่ใต้ต้นพิกุลหลังตำหนัก แขกมักจะทิ้งรถเปล่าเอาไว้ที่ขอบสนามกลมใกล้เรือนซ้อมดนตรี จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ซนกันเต็มที่ คือ หลายคนพากันขึ้นไปนั่งบนรถเจ็ก แล้วหม่อมหลวงประไพ ชุมสาย เป็นคนลาก เป็นคนลาก ครั้นยกรถขึ้นลากโดยแรงวิ่งเต็มที่ รถก็แล่นไปเร็วกว่าคนลากจะวิ่งทันจึงปล่อยรถหงายหลัง ตัวเองถลาลงพื้นข้างหน้าหน้าอกแถกถนนถลอกเลือดออกซิบ ส่วนพวกที่นั่งซ้อน ๆ กันอยู่บนรถ เมื่อรถหกคะเมนหงายหลัง ก็ตกลงมาฟกช้ำไปตาม ๆ กัน ถ้าฟกช้ำตามก้นตามขาก็ยังพอปกปิดไม่ให้เห็นได้ แต่คุณประไพนั้นต้องใช้ผ้าก๊อสทายาปิดกลางอกเกือบถึงคอ รุ่งขึ้นตอนเข้าเฝ้าเสวยกลางวันทูลกระหม่อมทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งถามว่า ประไพเป็นอะไร รีบทูลตอบไปทันทีว่าวิ่งหกล้มเพคะ พวกคณะร่วมซนพากันสะกิดขำว่าช่างทูลได้หน้าตาเฉย โดยที่ไม่ทรงสงสัยอย่างใด
     ในรุ่นนี้หม่อมหลวงประไพซนออกหน้าเพื่อน อีกคราวหนึ่งต้นมะม่วงริมทางที่จะไปท่าน้ำ ออกลูกดกเต็มกิ่ง บางกิ่งมันไม่ใหญ่มากและโคนกิ่งผุอยู่บ้าง ได้เวลาค่ำที่เคยเก็บแมลงต้นกุหลาบด้านสนามใหญ่ตรงข้ามถนนกับมะม่วง และตรงข้ามตำหนักเล็กที่ทูลกระหม่อมประทับเป็นล็อคดอกกุหลาบตลอดแนวตั้งแต่ถนนจนถึงริมแม่น้ำ ทูลกระหม่อมรับสั่งเรียกเด็ก ๆ ให้ช่วยกันเก็บแมลงใส่กล่องไปปล่อยให้พ้นต้นกุหลาบอยู่เสมอ วันหนึ่งหม่อมหลวงประไพไม่เพียงแต่จะปล่อยแมลง กลับเลยข้ามถนนไปปีนเก็บมะม่วง กิ่งผุอยู่ทานน้ำหนักไม่ไหวจึงหักตกลงมาเจ็บมาก เพื่อน ๆ ช่วยกันหามหลบไปแอบตรวจดูรู้ว่าขาไม่หัก เพียงแต่เคล็ดและถลอก ซึ่งก็ไม่เห็นเพราะผ้าปิดอยู่ แต่มีรอยที่หน้าฟ้องอีกตามเคย ครั้นรับสั่งถามก็ขายผ้าเอาหน้ารอดไปได้
     ทูลกระหม่อมจะทรงพระกรุณาให้เปิดหูเปิดตาได้พบเห็นสิ่งที่แปลกใหม่ทันสมัย เช่น ถ้ามีละครฝรั่งเซอร์คัสคณะใหญ่มาแสดงในประเทศไทย ซึ่งสมัยนั้นคนไทยก็ไม่ได้เคยเห็น และชายบ้านก็คงไม่สนใจ เพราะราคาค่าดูแพงมาก ปรากฏว่าทูลกระหม่อมประทานอนุญาตให้ข้าหลวงไปดูโดยจะสั่งรถยนต์ในวังออก มีนายจันทน์เป็นคนขับ คุณพระพี่เลี้ยงชื่อเป็นผู้ใหญ่ชายที่นั่งไปข้างหน้า คุณแก้ว บุณยรัตนพันธุ์ เป็นผู้ใหญ่ผู้หญิงนั่งข้างในกับเด็ก ๆ ให้แต่งตัวสวยสะอาด ใส่ถุงน่อง รองเท้ามีส้น ไปนั่งที่ ๆ จองตั๋วไว้ ได้ดูพวกฝรั่งแสดงการห้อยโหนสูงจนเสียวไส้แสดงกับสัตว์ต่าง ๆ และแหม่มตัวแสดงก็นุ่งกระโปรงบานสั้นสุดโคนขา
     การทรงดูแลพวกเราด้วยพระเมตตานี้ เห็นได้ชัดจากการที่ครั้งหนึ่งทูลกระหม่อมหญิงรับสั่งให้คุณพระชื่น พระพี่เลี้ยงของทูลกระหม่อมชายพาคุณศรี บุนนาค ข้าหลวงรุ่นเล็กไปทำฟันที่ร้านหมอฟัน โดยให้กรอฟันสองซี่ข้างหน้าที่ชักจะยาวและเหยินออกให้เรียบ คุณศรีเป็นคนสวยและเรียบร้อย บางครั้งทรงเรียกว่าบุษบา ภายหลังได้แต่งงานไปกับคุณหลวงเสถียรโชติสาร (จรัล โชติกะเสถียร) ปลัดกระทรวงการคลัง
     ทูลกระหม่อมทรงเมตตาข้าหลวงเป็นอย่างมาก ทรงโปรดประทานให้มีความรู้ของผู้หญิงหลายด้าน แน่ะเมื่อได้เข้าใกล้พระองค์ ก็ต้องมีกริยาวาจาไพเราะ เรียบร้อย ได้ประทานการสอนวิชาเย็บปักถักร้อย ให้เย็บเสื้อใส่เองกันได้ เรื่องตัดเย็บเสื้อผ้านั้น ถ้าเย็บไม่เรียบร้อย จะมีผู้ใหญ่ที่เป็นคนเย็บฉลองพระองค์ชื่อ คุณเลื่อน ศิริสัมพันธ์ มาคอยแนะแนว ในสมัยนั้นจะไม่มีร้านตัดเสื้อเลย และคนนอกวังจะใส่เสื้อคอกลมติดคอผ่าอกติดกระดุมขาว ๕ เม็ดอย่างเดียวเท่านั้น พวกข้าหลวงรุ่นเด็กยังตัดเย็บไม่ได้ก็ให้คนโตกว่าสอนถักโครเชเป็นลูกไม้คอเสื้อชั้นในคอกระเช้า ที่โตเป็นสาวแล้ว บางครั้งก็ชื้อผ้ามัสลินสีขาว ตัดเป็นเสื้อแจกให้หัดปักใส่เองคนละตัวทรงสั่งแคตตาล๊อกจากเมืองนอกมาประทานให้ดูมีลายปักต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ใครจะชอบลายใด ให้คอปปี้ใส่เสื้อเอาเอง ลอกใส่หน้าอก แขนหรือปก แล้วทรงชี้แนะให้ปักอย่างไร กำหนดให้เย็บปักเสร็จเรียบร้อยในกี่วัน จะให้ใส่ถ่ายรูปหมู่ด้วยฝีพระหัตถ์ ถ้าใครเย็บปักเสร็จไม่ทันก็จะไม่ได้ถ่ายรูป จำได้ว่ารุ่นที่ทรงนัดครั้งนั้นมีคุณยุ้ย จาตุรงคกุล เมื่อประมาณ ๑๗ ปี คุณอนุรีย์ ศรีเพ็ญ, ม.ร.ว. พัศวาท เกษมสันต์, คุณเนื่องวงษ์ กุญชร ณ อยุธยา, คุณดำริห์, คุณฟื้น บุนนาค, ม.ล. เฉลา อิศรศักดิ์, ม.ล. อรุณ ดารากร คนที่ทำไม่เสร็จต่างก็อดนอนเร่งฝีมือกันจนดึก คุณยุ้ยนั้นถึงเช้าแล้วก็ยังขาดอยู่แค่ปลายแขนด้านหลัง เวลาเดินก็เอาแขนหลบ ๆ และถ่ายรูปโดยยืนเบี่ยงไปไม่ให้ทอดพระเนตรเห็น
การหัดเย็บม่านแบบลายปะด้วยผ้าเป็นดอกใบ ทรงให้เรียนกับ ม.ร.ว. สุดใจ บรรยงคเสนา ถ้าปักสดึงไหมหรือดิ้น ให้หัดกับคุณปิย์ บุณยรัตพันธุ์ ในงานพระเมรุครั้งหนึ่ง ที่วังจะต้องปักสดึงดิ้นพัด เครื่องสังเค็ด ถวายพระ หม่อมเจ้าและบรรดาข้าหลวงที่ปักสดึงดิ้นได้ต้องมาช่วยกัน มีท่านหญิงอังสุมาลย์, คุณปิย์, คุณน้อม, คุณสวัสดิ์ ชูโต, หม่อมเอิบ, คุณสำนึก, คุณชิ้น, คุณชาม บุนนาค นั่งปักสดึงละ ๔ คน เสด็จกรมหลวงทิพยรัตน์ ฯ ทรงคุมงาน เนื่องจากมีคนปักเป็นน้อยคน จึงให้เปลี่ยนเวรกันปักเป็นชั่วโมงจนดึกเพราะต้องรีบ ตอนนั้นวิรัชอายุ ๙ – ๑๐ ปี ตัวเล็ก มีความรู้สึกอยากปักเป็นบ้าง เวลาผู้ใหญ่หยุดไปห้องน้ำ ก็เข้าไปปักต่อ ครั้นปักไม่ใคร่ถึงก็เอาผ้ามารองก้นนั่งปัก แต่เป็นเพราะเข้าดิ้นข้อยังไม่เป็นยืดดิ้นโปร่งไม่ถูกส่วนทำให้ปักไม่เท่ากัน เจ้าของที่กลับมาไล่บอกว่าอย่าซนเกินเหตุ ยิ่งรีบอยู่ยังต้องมาเลาะจะทำให้ไม่ทัน ถ้าเลาะเสียหรือไม่งามก็จะถูกกริ้ว วิรัชนั่งดูอยู่สองสามวัน คุณปิย์ใจดี ถามว่าอยากเป็นจริง ๆ หรือ บอกว่าอยากเป็นค่ะ คุณปิย์บอก ถ้าอยากเป็นจริง ๆ จะสอนให้ ท่านก็หัดให้ทันที สอนยืดดิ้น เข้าหัวต่อดิ้นข้อให้ลงสนิท ยืดดิ้นโปร่งให้พอดีแล้วต้องกะตัดให้เท่าช่องดอกที่บรรจุ ร้อยดิ้นโปร่งปักลงในวงดอกดิ้นข้อให้สนิทพอดี ดอกจึงจะงาม คุณปิย์คุมหัดปักเช่นนี้อยู่สองสามวันทำได้ดีเลยได้เข้าร่วมปักด้วย บังเอิญเสด็จกรมหลวงเสด็จลงตรวจ เห็นเด็กนั่งม้าปักอยู่ก็เสด็จเข้ามาโน้มพระองค์ลงทอดพระเนตรอย่างใกล้ชิด รับสั่งว่าน่าเอ็นดู ปักได้ดีเสียด้วย แล้วพระองค์ก็ได้ประทานรางวัลเป็นผ้าลายอย่างเนื้อดี ๔ ผืน มีสีถั่ว สีเหล็ก สีกรมท่า น้ำเงินฟ้า สีที่นิยมกันมากคือ สีถั่วกับสีเหล็ก คุณชาย บุนนาค เอาโสร่งไหมสีชมพูมาแลกสีถั่วไป เกิดมาเพิ่งเคยนุ่งผ้าลายเป็นครั้งแรก หลังจากเพิ่มเริ่มนุ่งผ้าพื้นสีแดงใหม่ ๆ ก็เลยดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกมาก
     บางครั้งมีเจ้านายสิ้นพระชนม์หรือขุนนางผู้ใหญ่ขอประทานดอกไม้แต่งพระศพ ข้าหลวงทั้งของเสด็จและของทูลกระหม่อมหญิง ก็ต้องมาช่วยกันทำดอกไม้เป็นการเรียนไปในตัว ถ้าเป็นเจ้านายก็จะร้อยพวกมาลัยแขวนหรือพันฉัตร จัดพาน และเครื่องทองน้อย ถ้าไม่ใช่เจ้านายก็เย็บแบบร้อยตาข่าย ร้อยอุบะ เย็บดอกข่า งานที่ทำจะมีผู้ใหญ่ดูแลทำด้วยมี ม.จ. หญิงอังสุมาลย์ เกษมสันต์, ม.จ. หญิงวิลาศกัญญา ทวีวงศ์, หม่อมเอิบ กาญจนวิชัย, คุณน้อม นิลวงศ์ ท่านหญิงอังสุมาลย์, ท่านหญิงลักษณากับท่านหญิงวิลาศนั้นร้อยมาลัยดอกพุดพุทธชาดดอกใหญ่งามมาก คุณสำนึก พุกณานนท์ เป็นผู้เย็บกระทงบัวแก้ว ๗ ชั้นได้ยอดเยี่ยมที่สุด
     สำหรับการเรียนหนังสือนั้น เมื่อท่านพระองค์หญิงจบภาษาไทย โดยมีขุนสุนทรภาษิตสอนโครง ฉันท์ กาพย์ กลอน แล้วก็ทรงย้ายไปเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส อีกตำหนักหนึ่งริมแม่น้ำ ๔ พระองค์ เหลือแต่ท่านพระองค์ ๕ ซึ่งทรงโปรดวาดเขียน จึงหาครูวาดเขียนขื่อ พระชัยจิตรกรรม มาสอนพระองค์เดียว คุณสุดาจึงได้ไปเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซิสคอนแวนต์ ส่วนคุณยุ้ยนั้นได้ถูกส่งไปเรียนพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬา ฯ และได้กลับมาพยาบาลสมเด็จพระปิตุจฉา (สุขุมาลมารศรี ซึ่งได้รับการสถาปนา สมัยรัชกาลที ๗) จนสิ้นพระชนม์ จึงกลับไปเป็นพยาบาลหัวหน้าตึกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
     การเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้แยกย้ายกันไป ภายหลังทูลหม่อมหญิงสิ้นพระชนม์ไปแล้วหลายปี หม่อมเอิบในกลุ่มผู้ใหญ่ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์การช่างที่โรงเรียนสตรีบ้านทะวาย ม.ร.ว. แข อิศรศักดิ์ รับทำดอกไม้บวชนาคอยู่กับบ้าน คุณสุดใจไปออกร้านที่วัดมกุฏ รับทำบุหงา พวงมาลัยแต่งงานมัดพวงหรีด คุณดำริห์แต่งงานไปกับหม่อมเจ้าสิทธิยากร วรวรรณ คุณฟื้นแต่งงานกับหม่อมเจ้าวัลภากร วรรวรรณ หม่อมหลวงเฉลาแต่งงานกับหม่อมหลวงมิตร อิศรศักดิ์ คุณเนื่องวงศ์แต่งงานกับหลวงชำนิ ฯ คุณยุ้ยนั้นได้รับการเลือกเข้าไปเป็นพยาบาลประจำพระองค์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จย่าสว่างวัฒนา) ณ วังสระปทุมอยู่ ๑๕ ปี ก็ทรงสวรรคต แม้จะทรงสูญเสียความจำในช่วงท้าย สมเด็จก็ไม่ทรงลืมที่จะซักผ้าเช็ดพระโอษฐ์ผืนเล็กตากรับแสงแดด ซึ่งลอดเข้ามาในพระตำหนักทุกวัน ทรงขัดตลับงาใส่สีผึ้งสีพระโอษฐ์สม่ำเสมอจนตลับมันเป็นเงางาม และทรงรับสั่งอยู่บ่อยครั้งว่า ยุ้ยอย่าทิ้งฉันนะ คุณยุ้ยถึงแก่กรรมในปีที่สวรรคตนั่นเอง

 

วันนี้ 72 คน
เมื่อวาน 77 คน
เดือนนี้
ปีนี้
ทั้งหมด
73 คน
2187 คน
114065 คน
เริ่ม 2010-11-10
©  Copyright Na Nagara All rights reserved.

Web design by 88bkk.com